“หมัวซา…ก็เหมือนกับชื่อมารตนหนึ่งจริงๆ นั่นแหละ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “ท่านเป็นผู้จัดวางค่ายกลลวงวิญญาณในตอนนั้นหรือ”
เงียบงัน
แต่มิได้ปฏิเสธ
“ดูท่าทางคงจะใช่สินะ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “คนอย่างข้า แต่ไหนแต่ไรมามีแค้นต้องชำระ ท่านกักขังข้าอยู่ในค่ายกลลวงวิญญาณนั่นตั้งเนิ่นนานถึงเพียงนั้น ท่านบอกมาซิว่าพวกเราจะชำระบัญชีแค้นนี้กันอย่างไรดี”
เธอพูดพลางใช้ค้อนทุบตีศิลาวิญญาณในมือเบาๆ ไปด้วย
หมัวซามองการกระทำของซือหม่าโยวเย่ว์แล้วแววตาเข้มขึ้น เขาข่มเพลิงโทสะเอาไว้แล้วพูดว่า “เจ้าอยากจะชำระอย่างไรเล่า”
“ท่านประจำอยู่ในก้อนหินเล็กๆ นี่ได้ เช่นนั้นท่านน่าจะเป็นคนที่ร้ายกาจพอตัวเลยทีเดียวกระมัง แล้วจะไม่ให้ผลประโยชน์ข้าสักหน่อยหรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดอย่างอันธพาล
หมัวซามองซือหม่าโยวเย่ว์อยู่ครู่ใหญ่ สายตานั้นดูคล้ายว่าจะประเมินเธอให้ทะลุปรุโปร่งอย่างไรอย่างนั้น ผ่านไปเนิ่นนานเขาจึงเอ่ยออกมาว่า “เจ้าอยากได้ผลประโยชน์ ก็มิใช่ว่าไม่ได้หรอกนะ แต่เจ้าต้องรับปากข้าเรื่องหนึ่งก่อน”
“เรื่องอันใดหรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์ถาม
“ก่อนที่จะหาร่างกายของข้าพบ ข้าจะอยู่ที่นี่ไปก่อน” หมัวซาพูด
“เรื่องนี้ไม่มีปัญหาเลย” ซือหม่าโยวเย่ว์พยักหน้า
มณีวิญญาณนี้มีขนาดใหญ่โต จะวางก้อนหินเช่นนี้สักกี่ก้อนก็ไม่เป็นปัญหาอยู่แล้ว
“ข้ายังพูดไม่จบเลย” หมัวซาพูด