าจะเป็นหญิงสาวในคำทำนายหรือไม่ก็มิอาจปล่อยผ่านไปได้อยู่ดี” ประมุขตำหนักพูดอย่างเรียบเรื่อย คล้ายกับว่าชีวิตหนึ่งๆ ก็มิได้ควรค่าแก่การพูดถึงเลยเมื่อออกจากปากเขา
“ข้าได้ให้คนที่มีพรสวรรค์ยอดเยี่ยมที่สุดพาตัวนางเข้ามาในตำหนักผู้วิเศษโดยบอกว่าจะให้เข้าร่วมกับพวกเรา วางแผนเอาไว้ว่าหลังจากรายงานท่านประมุขตำหนักแล้วก็จะสังหารนางเสีย”
“ดี เบื้องบนกำชับมาว่า ต่อให้สังหารผิดตัวไปพันคน ก็ห้ามปล่อยผ่านแม้แต่คนเดียว ขอเพียงแค่เป็นปรมาจารย์วิญญาณเพศหญิงจตุธาตุขึ้นไปก็ล้วนมิอาจปล่อยให้รอดไปได้ทั้งสิ้น เข้าใจหรือไม่” ประมุขตำหนักเอ่ยกำชับ
“เข้าใจแล้วขอรับ”
“…”
อูหลิงอวี่นั่งประจำตำแหน่งของตนโดยไม่เอ่ยวาจา เขาหัวเราะเยียบเย็นอยู่ในใจ นี่ก็คือตำหนักผู้วิเศษอันศักดิ์สิทธิ์ในสายตาของผู้อื่น แต่ชีวิตของผู้อื่นในสายตาของพวกเขาก็เหมือนกับวัชพืชเท่านั้น ที่ทำเช่นนี้ก็เพราะคำทำนายที่ไม่รู้ไปฟังมาจากที่ใดอันหนึ่งเท่านั้น
ผ่านไปครู่หนึ่ง หลังจากที่ประมุขตำหนักย่อยคนอื่นๆ ปรึกษาหารือกันเสร็จก็แยกย้ายกันจากไป เหลือเพียงแค่ประมุขตำหนักกับอูหลิงอวี่สองคนเท่านั้น
“เหตุใดคราวนี้เจ้าจึงออกไปเนิ่นนานถึงเพียงนี้กันเล่า” ประมุขตำหนักมองอูหลิงอวี่พลางถามขึ้น
“เรียนท่านประมุขตำหนัก ข้าได้ยินมาว่าดินแดนอี้หลินมีความเคลื่อนไหว จึงได้ลงไปดูสักหน่อยน่ะขอรับ” อูหลิงอวี่เอ่ยตอบ
“เช่นนั้นเจ้าตรวจสอบพบบุคคลที่น่าสงสัยบ้างหรือไม