พอกินข้าวเสร็จเรียบร้อย ซือหม่าโยวเย่ว์ก็เตรียมตัวจะออกไปอีกแล้ว
“เจ้าจะไปไหนหรือ” อูหลิงอวี่เอ่ยปากถามขึ้นในทันใด
“ในเทือกเขาน่ะ” ซือหม่าโยวเย่ว์เอ่ยตอบ
“ข้าอยากไปกับเจ้าด้วย” อูหลิงอวี่เอ่ยปากพูดออกมาทันควัน
“อะไรนะ” ซือหม่าโยวเย่ว์มองเขาอย่างประหลาดใจ
คำพูดของอูหลิงอวี่ทำให้คนทั้งสองชะงักไปชั่วครู่ แม้กระทั่งตัวเขาเองก็ยังไม่รู้เลยว่าเหตุใดจึงเอ่ยวาจาเช่นนี้ออกมาได้
“ในเมื่อระยะนี้เจ้าเป็นของข้า ดังนั้นข้าย่อมอยากรู้อยู่แล้วว่าเจ้าออกไปทำอะไรข้างนอกกันแน่” อูหลิงอวี่พูดพลางพยักหน้า ไม่รู้ว่าพูดประโยคนี้กับซือหม่าโยวเย่ว์ หรือว่าใช้เพื่อหลอกตัวเองกันแน่
ซือหม่าโยวเย่ว์มองดูรอยยิ้มบนใบหน้าของอูหลิงอวี่แล้วพูดว่า “รอยยิ้มของท่านช่างจอมปลอมยิ่งนัก อย่ายิ้มเลยจะดีกว่า”
อูหลิงอวี่ลูบคางตนเองพลางเอ่ยว่า “ผู้อื่นล้วนบอกว่ารอยยิ้มของข้ามีรัศมีอันน่าศรัทธาชนิดหนึ่ง ซึ่งนำความอบอุ่นและความหวังมาสู่พวกเขา”
“คนพวกนั้นต้องตาบอดไปแล้วเป็นแน่” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด
“หึๆ…” อูหลิงอวี่หัวเราะสองเสียงแล้วไม่เสแสร้งอีกต่อไป กลิ่นอายบนร่างพลันแปรเปลี่ยนในทันใด
รอยยิ้มอันน่าศรัทธากลายเป็นรอยยิ้มชั่วร้าย แววตาใสบริสุทธิ์กลายเป็นทรงเสน่ห์ร้ายกาจ แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายชั่วร้ายไปทั้งร่าง
“นี่ต่างหากถึงจะเป็นตัวจริงของท่านกระมัง” ซือหม่าโยวเย่ว์พูดพลางมองดูคนที่เปลี่ยนแปลงไปอย่างฉับพลัน
ก่อนหน้านี้เจ้าคนผู้นี้ทำ