อ นั่นคือค่ายกลอันใดกัน” ซือหม่าโยวเย่ว์ถาม
“ก็คือค่ายกลชนิดหนึ่งที่ทำให้คนสูญเสียสติสัมปชัญญะไปอย่างไรเรา” เจ้าวิญญาณน้อยพูด “เมื่อครู่เจ้าถูกค่ายกลทำให้หลงผิดไปเหมือนกัน ดังนั้นเจ้าก็เลยเร่งร้อนมากขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าเมื่อครู่ข้าจะเรียกเจ้าหลายครั้ง แต่เจ้าก็ไม่ได้ยินข้าเลย”
“เมื่อครู่เจ้าเรียกข้าแล้วหรือ ในเมื่อก่อนหน้านี้ข้าไม่ได้ยินเลย แล้วเหตุใดตอนนี้จึงได้ยินขึ้นมาเล่า ค่ายกลสลายเสียแล้วหรือ” ซือหม่าโยวเย่ว์นึกถึงว่าเมื่อครู่นี้หุนหันพลันแล่นมากขึ้นเรื่อยๆ จริงๆ มิได้สงบเยือกเย็นเหมือนก่อนหน้านี้เลยแม้แต่น้อย ก็เกิดความหวาดหวั่นขึ้นมาวูบหนึ่ง
“โชคดีที่กะโหลกศีรษะที่เจ้าเตะนั้นไปกระตุ้นเส้นประสาทของเจ้า ทำให้สมองของเจ้าปลอดโปร่งขึ้นมาในทันใด ข้าจึงฉวยโอกาสเข้าไปได้” เจ้าวิญญาณน้อยพูด
“ค่ายกลนี้ช่างน่ากลัวอะไรเช่นนี้ เพราะเหตุใดวิทยาลัยจึงได้ติดตั้งค่ายกลเช่นนี้เอาไว้กัน” ซือหม่าโยวเย่ว์ถามอย่างไม่เข้าใจ
“นี่ไม่ใช่เวลาให้เจ้ามาคิดเรื่องนี้หรอกนะ ถ้าหากเจ้าอยากออกไป ก็ต้องทำลายค่ายกลนี้เสียก่อน มิฉะนั้นจะติดอยู่ในนี้ มิอาจออกไปได้ตลอดกาล” เจ้าวิญญาณน้อยเอ่ยคำราม
“เช่นนั้นคนผู้นี้คงจะถูกขังเอาไว้จนตายอยู่ที่นี่กระมัง” ซือหม่าโยวเย่ว์พูด “เจ้าวิญญาณน้อย ในเมื่อเจ้ารู้จักค่ายกลนี้ เช่นนั้นเจ้าทำลายมันได้หรือไม่”
“ข้ามิใช่ปรมาจารย์ค่ายกลเสียหน่อย แล้วข้าจะทำลายมันได้อย่างไรเล่า!” เจ้