จบำเพ็ญได้ใช่หรือไม่ขอรับ นั่นคงมิใช่ปราณวิญญาณกระมัง”
“ฮ่าๆๆๆ…” ซือหม่าเลี่ยมิได้เอ่ยตอบคำซือหม่าโยวเย่ว์ แต่กลับหัวเราะเสียงดังลั่นขึ้นมาแล้วพูดว่า “ข้ารู้อยู่แล้วล่ะว่าเย่ว์เอ๋อร์ของข้ามิใช่คนไร้ค่า แต่เป็นผู้มีพรสวรรค์ ฮ่าๆๆ ไม่ใช่สิ เป็นผู้มีพรสวรรค์ในหมู่ผู้มีพรสวรรค์ต่างหาก!”
ซือหม่าโยวเย่ว์มองดูท่าทีตื่นเต้นของซือหม่าเลี่ย ถึงแม้ว่าเขาจะมิได้เอ่ยตอบวาจาของตน แต่เธอก็เข้าใจความหมายของเขาแล้ว จึงอดหลั่งเหงื่อเยียบเย็นในใจมิได้
ซือหม่าเลี่ยหัวเราะพอแล้วก็ค่อยๆ สงบท่าทีลงแล้วเอ่ยว่า “เย่ว์เอ๋อร์ เจ้าใช้เวลาเพียงแค่คืนเดียวก็รับสัมผัสปราณวิญญาณได้แล้ว นี่เป็นเรื่องที่แต่ไหนแต่ไรมิเคยมีผู้ใดทำได้มาก่อนเลยนะ! นึกถึงว่าเมื่อก่อนปู่ถูกคนเรียกว่าเป็นผู้มีพรสวรรค์ ก็ต้องใช้เวลาราวๆ สี่ห้าวันจึงจะสัมผัสถึงจุดแสงได้เล็กน้อย คนทั่วไปอาจต้องเพ่งสมาธิอยู่ครึ่งค่อนเดือน ก็ยังไม่แน่ว่าจะทำได้เลย! พี่ชายทั้งหลายของเจ้า ระยะเวลาที่สั้นที่สุดก็ยังต้องใช้ถึงหนึ่งสัปดาห์เลยทีเดียว ฮ่าๆๆ ตอนนี้เจ้ามิใช่เพียงแค่บำเพ็ญได้แล้วเท่านั้น แต่ยังมีพรสวรรค์อันสูงส่งยิ่งอีกด้วย! ”
ซือหม่าโยวเย่ว์ถูกคำพูดของซือหม่าเลี่ยทำให้ตะลึงงันไปเสียแล้ว เธอคิดว่าตนเองใช้เวลาไปหนึ่งคืนก็นับว่าเนิ่นนานแล้ว คิดไม่ถึงว่าที่แท้แล้วนับว่าแสนสั้นนัก!
เช่นนั้นก็พูดได้ว่าความเร็วในการบำเพ็ญของตนรวดเร็วเป็นอย่างยิ่งแล้วใช่หรือไม