้วยแล้ว
เขาไม่มีพิณแล้ว แล้วยังต้องมาเผชิญหน้ากับเซี่ยผิงกั่งคนไม่มีเหตุผลผู้นี้อีก ไม่สู้เขาตามพิณไปให้มันจบๆ เลยดีกว่า…
สีหน้าของเขาสับสน ชุดขาวของเขาพลิ้วไหวท่ามกลางสายลมฤดูใบไม้ผลิเล็กน้อยจนทำให้เขาดูเหมือนกับจะกลายเป็นเซียนลอยขึ้นสวรรค์ไปแล้วกระนั้น
“เจ้าอย่าได้ยืนรับลมอย่างนั้นเลย เดิมทีเจ้าก็โมโหมากอยู่แล้ว หากปล่อยให้ร่างกายโดนลมจนป่วยก็ต้องใช้เงินรักษาอีก” เซี่ยผิงกั่งอดเตือนขึ้นมาไม่ได้
เขารู้สึกว่าชั่วชีวิตนี้เขาคงไม่สามารถที่จะเข้าใจพวกบัณฑิตได้อีกแล้ว
อารมณ์อ่อนไหวง่ายอย่างนี้ไม่ดีกับสุขภาพเลย
เฮ้อ!
เวลานั้นซังโหยวรู้สึกเลือดพุ่งขึ้นศีรษะ เขาหันกลับไปมองสีหน้าไม่รู้ไม่ชี้ของเซี่ยผิงกั่ง แล้วก็ตาลายขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ จากนั้นก็เป็นลมลงไปทันทีทั้งที่โกรธอยู่อย่างนั้น!
“ข้าว่าแล้วอย่างไรเล่า ลมแรง สถานที่ชั่วร้าย จะต้องระวังร่างกายไห้มาก พวกเจ้าคิดว่าร่างกายของพวกเจ้าแข็งแกร่งเหมือนกับข้าหรือ” เซี่ยผิงกั่งส่ายหน้าพลางเดินเข้าไป เขาเอื้อมมือเข้าไปจับรักแร้ของซังโหยวและยกขึ้นอย่างง่ายดาย จากนั้นก็จับเขายัดเข้าไปในรถม้าอย่างกับกระเป๋าเดินทางใบหนึ่ง
“ศิษย์น้องซัง…” เซียวอวี้หรง
“ศิษย์พี่ซัง!” เจียงจิ้นลู่
ทั้งสองคนมึนงงไปหมด และมองเซี่ยผิงกั่งด้วยสายตาหวาดกลัวเล็กน้อย
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไรหรอก เป็นลมไปก็ดีแล้ว สูญเงินไปตั้งมากขนาดนั้นจะไม่ให้เสียใจได้หรือ” เซี่ยผิงกั่งสั่น