ียวรู้จักที่จะสงสารพี่ชายของตัวเอง
นางก็เลยพูดอะไรออกมาบ้างเพื่อระบายอารมณ์แทนเขาเท่านั้น
ซังโหยวเองก็ไม่รู้ว่าตอนนี้ตนเองโดนเซี่ยผิงกั่งรังเกียจไปเสียแล้ว เขายังคงดื่มด่ำอยู่กับทิวทัศน์ที่สวยงาม
นอกจากนี้ภายในรถม้าที่อยู่ข้างหน้า…
สีหน้าเจียงจิ้นลู่ย่ำแย่ราวกับว่าเขากำลังเหยียบอึสุนัขอยู่ “เจ้า เจ้าออกไปห่างๆ หน่อย…”
สายตาที่เขามองเมิ่งจี๋ฟังแสดงความหวาดกลัวออกมาเล็กน้อย
“……” เมิ่งจี๋ฟังเองก็สับสน “รถม้าคันแค่นี้เอง หรือว่าเจ้าจะให้ข้ากระโดดลงจากรถม้า เจ้าเป็นศิษย์น้องของโม่ชู…ปรมาจารย์โม่นะ ทำไมถึงได้ขี้ขลาดอย่างนี้เล่า สู้ข้าก็ยังไม่ได้!”
“เจ้าก็พูดง่ายสิ! ข้าเห็นสิ่งที่อยู่กับเจ้านะ เจ้าเห็นหรือ!” เจียงจิ้นลู่ขึงตาใส่เขากลับ
“วิญญาณนี้ติดตามข้า เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาเรียก!” เมิ่งจี๋ฟังไม่กลัวเจียงจิ้นลู่
ในบรรดาคนกลุ่มนี้ คนที่เขาสามารถรังแกได้ก็มีแต่คนที่ตรงหน้าเขานี่แหละ ถ้าหากแม้แต่ต่อหน้าเจียงจิ้นลู่เขาก็ยังเงยหน้าไม่ได้ แล้วเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
นอกจากนี้ เมื่อเขาเห็นท่าทางหวาดกลัวของเจียงจิ้นลู่แล้วก็รู้สึกสมดุลในใจขึ้นมาเล็กน้อย “ข้ามีปัญหานี้มาหลายวันแล้ว จริงๆ แล้วมันก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ข้าไม่กลัวเลยสักนิด หากไม่ใช่เพราะโม่…ปรมาจารย์โม่อยากจะแก้ไขเรื่องนี้ให้ข้าให้ได้ ข้าก็สามารถอยู่กับวิญญาณตนนี้ไปได้ตลอดกาลเลยล่ะ!”
“เฮอะ!” เจียงจิ้นลู่เยาะออกมาเล็กน้อย
เขาไม่ได้โง่เสียห