้ยินว่าอีกฝ่ายจะปล่อยตนไปในใจก็รู้สึกโล่งอกทันที่เขาฉลาดพอที่จะไม่ซักถามถึงตัวตนของอีกฝ่าย“เจ้าไปแจ้งองค์ชายหนานฉีให้มาช่วยองค์จักรพรรดิเถอะ ที่นี่ข้าจะจัดการเอง”โม่จิ่วเยี่ยเชื่อว่าฉีฉางซุนจะสามารถจัดการกับศพสองศพตรงหน้าได้ เพราะเงื่อนไขที่เขาจะมีชีวิตรอดก็คือยิ่งจักรพรรดินีรู้ว่าเขาหนีไปช้าเท่าไหร่ก็ยิ่งดีโม่จิ่วเยี่ยเดินอ้อมไปด้านหลังของฉีฉางซุนแล้วกระโดดขึ้นต้นไม้ใหญ่เสียงสนทนาระหว่างโม่จิ่วเยี่ยกับฉีฉางซุนเมื่อครู่นี้ไม่ดังนักเฮ่อจือหร่านจึงได้ยินไม่ชัด ไม่รอให้นางเอ่ยปากถาม โม่จิ่วเยี่ยก็กระซิบบอกข่าวที่ได้รู้มาให้นางฟัง“ท่านพี่ ในเมื่อไม่รู้ต าแหน่งที่แน่ชัดของห้องลับ ท าไมพวกเราไม่ไปตรวจดูที่ห้องบรรทมของจักรพรรดินีก่อนเล่า บางทีอาจพบเบาะแสก็ได้”“อืม รอให้ฉีฉางซุนออกไปจากที่นี่ก่อน พวกเราค่อยไป”
หลังเห็นว่าฉีฉางซุนลากศพออกไป พวกเขาจึงกระโดดลงจากต้นไม้แล้วมุ่งหน้าต่อไปยังทางที่มีแสงสว่างต าหนักเฟิ่งซีคือที่ประทับของจักรพรรดินี ดังนั้นจึงมีพื้นที่กว้างใหญ่กว่าต าหนักของหยวนกุ้ยเฟยมากนักไม่ว่าวังจะมีขนาดใหญ่หรือเล็กเพียงใด ก็ไม่อาจเปลี่ยนกฎที่ว่าเจ้านายจะต้องอยู่ในต าแหน่งตรงกลางที่หรูหราที่สุดได้โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านหลบหลีกสายตาของทหารยาม กระทั่งพบต าหนักบรรทมของจักรพรรดินีที่นี่ยังคงสว่างไสวไปด้วยแสงโคมไฟ นางก านัลและขันทียืนเรียงรายอย่างเป็นระเบียบอยู่สองข้างประตูห้อง