เปลี่ยนเวรยามในยามจื่อ หากพวกเจ้าจะลงมือก็ควรเป็นหลังยามจื่อจะดีที่สุด”
เรื่องนี้โม่จิ่วเยี่ยและเฮ่อจือหร่านต่างรู้สาเหตุดี
เพราะเมื่อครู่ตอนที่ขันทีหลิวพาขันทีอีกสองคนออกจากวังนั้นเป็นเวรยามของคนเฝ้าประตูช่วงครึ่งคืนแรก หากกลับเข้าไปก่อนที่พวกเขาจะเปลี่ยนเวรยาม นอกจากคนจะเปลี่ยนไปแล้วก็ยังขาดไปอีกหนึ่งคน แน่นอนว่าต้องท าให้ยามที่เฝ้าสงสัย
หลังจากผ่านยามจื่อไปแล้ว ยามเฝ้าประตูเหล่านั้นจะเปลี่ยนเวรยามซึ่งจะต่างออกไป ไม่มีใครรู้ว่าคนที่ออกไปในช่วงครึ่งคืนแรกเป็นใครและมีกี่คน
ด้วยเวลามีจ ากัด โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านไม่สะดวกจะพูดคุยกับเสนาบดีเฮ่อมากไปกว่านี้ เขาเรียกลุงเฟิงเข้ามา แล้วลากขันทีทั้งสามคนไปที่ลานพร้อมกัน
อย่างไรก็ตามลุงเฟิงเพิ่งบอกไปว่า ท่านพ่อตาได้ส่งบรรดาบ่าวรับใช้ออกไปหมดแล้ว จึงไม่ต้องกังวลว่าจะมีคนมาเห็น
โม่จิ่วเยี่ยถอดเสื้อผ้าขันทีสองคนออก จากนั้นก็ลงมือสังหารพวกเขาอย่างรวดเร็ว
“ลุงเฟิง รบกวนท่านจัดการศพพวกนี้ด้วย”
“ท่านเขยวางใจได้ ข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง”
กลางดึกเช่นนี้ เมื่อมองศพทั้งสามศพ ลุงเฟิงก็รู้สึกหวาดกลัวอยู่ในใจ แต่พอนึกว่านายท่านของตนจะมีโอกาสรอดชีวิตเพราะเรื่องนี้เขาก็ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว
เวลาไม่คอยท่า หลังเห็นว่าเวลาล่วงเลยมาถึงยามจื่อแล้ว โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านจึงหลบไปหลังฉากบังตา เปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นชุดของขันทีทั้งสองคนนั้น
โชคดีที่ขันทีคนหนึ่งมี