วได้ง่ายมากเสี่ยวเอ้อร์ไม่มีท่าทีอวดดีเหมือนตอนอยู่ในตรอกอีกต่อไปร้องไห้อ้อนวอนขอความเมตตาว่า
“นาย…นายท่านโปรดหยุดมือก่อน…ข้าเป็นคนของจิงเซียนโหลวจริง ๆ แต่ไม่ใช่เสี่ยวเอ้อร์ ข้าเป็นนักเลงที่ผ่านการฝึกมาโดยเฉพาะ…”การที่จิงเซียนโหลวมีนักเลงที่ผ่านการฝึกฝนมาเป็นพิเศษนั้นไม่ใช่เรื่องไม่น่าแปลกใจส าหรับพี่น้องสกุลโม่เพราะจิงเซียนโหลวท าการค้าใหญ่โต เพื่อป้องกันไม่ให้มีคนมาสร้างปัญหา การเลี้ยงดูชายฉกรรจ์ไว้ไม่กี่คนเพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในร้านถือเป็นเรื่องปกติแต่การให้นักเลงไปท าหน้าที่เป็นเสี่ยวเอ้อร์นั้น ดูจะไม่สมเหตุสมผลนักและจากค าพูดของชายคนนี้ โม่จิ่วเยี่ยสรุปได้ว่าอีกคนหนึ่งที่แต่งกายเหมือนเสี่ยวเอ้อร์และกลุ่มที่แต่งตัวเหมือนคนเฝ้ายามนั้น ล้วนเป็นนักเลงของจิงเซียนโหลวทั้งสิ้นจิงเซียนโหลวเปิดร้านในพื้นที่ยากจนเช่นนี้ ทั้งยังเปิดถึงสองแห่งภายในร้านดูไม่มีทีท่าว่าจะท าการค้าเลย นี่ก็เพียงพอที่จะท าให้คนสงสัยแล้ว ยังใช้นักเลงพวกนี้มาเป็นคนงานอีก เห็นได้ชัดว่าจุดประสงค์ในการเปิดโรงเตี๊ยมที่นี่ช่างไม่บริสุทธิ์เอาเสียเลยโม่จิ่วเยี่ยถามต่อไป “เหตุใดจิงเซียนโหลวถึงมาเปิดร้านในพื้นที่ยากจนอย่างซีเป่ยด้วย? แล้วท าไมถึงให้พวกเจ้านักเลงมาท างานเป็นคนงาน? อีกอย่างผู้ดูแลของพวกเจ้าอยู่ไหน?”
ตระกูลเซวียวางตาข่ายใหญ่เช่นนี้ในซีเป่ย ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่จะมีเพียงนักเลงกับพวกนักฆ่าอยู่ที่นี่ ถึงแม