ี่น้องในบ้านโม่จิ่วเยี่ยรู้สึกว่าจ าเป็นต้องอธิบายเรื่องราวให้ชัดเจนโม่ชูหานเป็นคนใจร้อน จึงหันไปพูดกับเมิ่งไห่หนิงว่า “ใต้เท้า ข้าขอลางาน ข้าอยากไปที่เมืองมณฑลสักหน่อย”
ตอนที่โม่จิ่วเยี่ยพูดถึงจิงเซียนโหลวเมื่อครู่ เมิ่งไห่หนิงก็ได้ฟังเช่นกันแม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่าโรงเตี๊ยมจิงเซียนโหลวนี้เกี่ยวข้องอะไรตระกูลเซวีย แต่เมื่อเห็นสีหน้าเคร่งเครียดของพี่น้องสกุลโม่ ก็รู้ว่าเรื่องนี้อาจข้องเกี่ยวกับพวกเขา“พี่แปดมีธุระอะไรก็ไปจัดการเถอะ เรื่องของที่ว่าการช่วงนี้ท่านก็ไม่ต้องสนใจ”พอได้ยินค าพูดของเมิ่งไห่หนิง โม่ชูหานก็ไม่พูดอะไรอีก รีบคว้าตัวโม่จิ่วเยี่ยออกไปทันที่หลังออกจากที่ว่าการแล้ว โม่ชูหานยังไม่ลืมเปลี่ยนชุดของหัวหน้าเจ้าหน้าที่ที่ใส่อยู่โม่จิ่วเยี่ยก็คิดจะไปสืบเรื่องที่จิงเซียนโหลวจริง ๆ สองพี่น้องจึงรีบควบม้าตรงไปยังเมืองมณฑลอย่างรวดเร็วโม่จิ่วเยี่ยแตกต่างจากโม่ชูหาน เขามีสถานะของนักโทษเนรเทศจากราชโองการของจักรพรรดิซุ่นอู่ ตามกฎหมายแล้วเขาไม่สามารถออกจากเมืองอวิ่นได้โชคดีที่น้องเขยในอนาคตของเขาเมิ่งไห่หนิงเป็นขุนนางที่รู้เรื่องนี้ดี แม้ว่าเขาจะออกจากเมืองอวิ่นอย่างโจ่งแจ้ง คนพวกนั้นก็จะท าเป็นมองข้าม
สองพี่น้องควบม้าเร็วมาถึงเมืองมณฑลช่วงเที่ยงวันพอดีตามปกติแล้ว เวลานี้ควรเป็นเวลาที่โรงเตี๊ยมคึกคักที่สุด แต่จิงเซียนโหลวที่อยู่ตรงหน้ากลับเงียบเหงาวังเวงประตูหน้าเปิดอยู่ มีคนสองคนยืนอ