หูชงก็โกรธจัด เขาชี้ไปทางนักเลงสองคนนั้นและพูดว่า “พวกเขาเป็นคนของอู่เดินเรือที่ท่าเรือ เมื่อไม่กี่วันก่อนข้าไปซ่อมเรือให้คนอื่นอยู่ที่นั่น พวกเขาบอกว่าข้าแย่งงานของพวกเขาไปและต้องส่งเงินที่หาได้ทั้งหมดให้พวกเขา ข้าย่อมไม่ยอม พวกเขาจึงส่งคนมาเผาบ้านข้า แล้วบังคับให้ข้าลงนามสัญญาขายตัว ต่อไปนี้ข้าจะต้องซ่อมเรือให้อู่เดินเรือเท่านั้น ข้าฉวยโอกาสตอนที่คนเฝ้าไม่ทันระวังหนีออกมาเพื่อจะมาร้องเรียน แต่ก็ถูกพวกเขาจับได้ระหว่างทาง…”
นักเลงที่เพิ่งถูกโม่จิ่วเยี่ยปัดกระเด็นออกไปเมื่อครู่ กัดฟันทนเจ็บเดินกะเผลกเข้ามา แม้เขาจะกลัวโม่จิ่วเยี่ยอยู่บ้าง แต่เมื่อเผชิญหน้ากับหูชง เขาก็ยังมีท่าทีโอหังอวดดี
“หูชง เจ้าอย่าได้ลืมสถานะของตัวเองนะ ตอนนี้สัญญาขายตัวของเจ้าอยู่ในมือพวกเรา หากไม่รู้จักกาลเทศะ ก็ระวังจะต้องเจ็บตัว”
พูดจบ เขาก็หันไปมองโม่จิ่วเยี่ย ท่าทีไม่ได้แข็งกร้าวเหมือนตอนที่พูดกับหูชงเลย
“และ…และก็เจ้าด้วย ข้าขอเตือนว่าอย่ายุ่งไม่เข้าเรื่อง ระวังนายท่านหลิวของพวกเราจะท าให้เจ้าอยู่ในเมืองอวิ่นไม่ได้อีก”
เมื่อเผชิญหน้ากับคนตัวเล็กที่อาศัยอ านาจคนอื่นมาข่มขู่แบบนี้โม่จิ่วเยี่ยแทบไม่อยากจะมองด้วยซ ้า
“ช่างเป็นค าพูดที่ไร้ยางอายจริง ๆ” โม่จิ่วเยี่ยพูดพลางพยุงหูชงให้ลุกขึ้น
แม้เขาจะไม่ได้สนใจนักเลงสองคนนี้เลย แต่เรื่องนี้ก็ควรให้ทางการจัดการจะดีกว่า
“พี่หู พวกเราไปที่ว่าการอ าเภอกันเถอะ”
หูชง