ค่อย ๆ ลุกขึ้นตามแรงพยุงของโม่จิ่วเยี่ย แล้วเตรียมจะเดินไปด้วยกัน
นักเลงสองคนเห็นท่าไม่ดีจึงรีบมาขวางหน้าโม่จิ่วเยี่ยไว้ด้วยความหวาดกลัว
“สัญญาขายตัวของเขาอยู่ในมือพวกเราแล้ว ถ้าเจ้าจะพาคนไปเช่นนี้ พวกเราก็สามารถแจ้งทางการได้เหมือนกัน”
โม่จิ่วเยี่ยช าเลืองมองพวกเขาแวบหนึ่ง สะกดกลั้นความอยากลงมือตีคนเอาไว้ แล้วพูดว่า “เช่นนั้นเจ้าก็ไปร้องเรียนของเจ้า ข้าก็จะไปร้องเรียนของข้า”
นักเลงสองคนรู้ถึงความร้ายกาจของโม่จิ่วเยี่ยแล้ว พอเห็นเขาพาคนไปแบบนี้ก็ไม่กล้าเข้าไปขัดขวาง หลังสบตากันแวบหนึ่งแล้วก็รีบวิ่งไปทางท่าเรือโดยเร็ว
โม่จิ่วเยี่ยพยุงหูชงมาหาเฮ่อจือหร่าน ให้ภรรยานั่งอยู่ในรถม้าส่วนเขาก็พยุงหูชงนั่งด้านนอก แล้วรถม้าก็ค่อย ๆ วิ่งไปทางที่ว่าการ
ช่วงนี้เมิ่งไห่หนิงไม่ได้ไปที่บ้านสกุลโม่เลย เพราะเขาก าลังปวดหัวกับเรื่องอู่เดินเรือในเมืองอวิ่น
เขาแอบส่งคนไปสืบหาหลักฐานที่ผิดกฎหมายของอู่เดินเรือมาตลอด ในที่สุดวันนี้ก็มีเบาะแส จึงก าลังเตรียมการวางแผนจับกุมพวกอู่เดินเรือทั้งหมดในคราวเดียว
ในตอนนั้นเอง เจ้าหน้าที่ก็มารายงานว่ามีคนมาตีกลองร้องทุกข์อยู่หน้าประตู
เมิ่งไห่หนิงเป็นขุนนางที่ขยันขันแข็งและรักประชาชน ถึงแม้จะมีงานยุ่งแค่ไหน เขาก็ไม่เคยละเลยการช่วยเหลือผู้คน
เพราะความซื่อสัตย์และขยันของเขา ชีวิตของชาวบ้านในเมืองอวิ่นจึงดีขึ้นทุกวัน เห็นได้ชัดว่าเรื่องรังแกผู้อื่นนั้นแทบจะไม่มีให้เห็นอ