วลาดีใจหรือแสดงความขอบคุณดูท่าการท าแบบนี้คงถูกโม่จิ่วเยี่ยเข้าใจผิดไปแล้วแน่นอนในฐานะเป็นหญิงสาวชาวตะวันออกย่อมมีรากฐานทางวัฒนธรรมที่ฝังลึก นางก็ไม่ค่อยยอมรับวิธีการแสดงออกแบบนี้ของชาวต่างชาติเช่นกันแม้จะไม่มีโม่จิ่วเยี่ยมาขวาง นางเองก็คิดจะหลบหลีกการกอดจากชาวต่างชาติผู้นี้อยู่ดีนางรู้ว่าชาวต่างชาติคนนี้ไม่ได้มีเจตนาร้าย จึงอธิบายให้โม่จิ่วเยี่ยฟังว่า “นี่เป็นมารยาทอย่างหนึ่งของชาวตะวันตก แต่ข้าก็จะไม่ท าตามเขาหรอก”โม่จิ่วเยี่ยไม่ทันคิดให้ดีว่าท าไมเฮ่อจือหร่านถึงรู้ภาษาต่างแดนเขายังคงจ้องมองชาวต่างชาติอย่างไม่พอใจ
ชาวต่างชาติเห็นว่าชายที่ปรากฏตัวขึ้นมากะทันหันและดูจะไม่เป็นมิตรกับตนเองก็รู้สึกมึนงงทันที่“คุณชาย พวกเราเพิ่งเจอกันครั้งแรก ท าไมท่านถึงปฏิบัติกับข้าอย่างนี้?”โม่จิ่วเยี่ยรู้ว่าชาวต่างชาติก าลังพูดกับตน แต่เขาฟังไม่เข้าใจ จึงหันไปถามเฮ่อจือหร่าน“เขาพูดอะไร?”เฮ่อจือหร่านยิ้มแล้วแปลค าพูดของชาวต่างชาติให้เขาฟังโม่จิ่วเยี่ยกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชาว่า “บอกเขาไปว่าสตรีของพวกเราชาวต้าซุ่น จะให้สามีของตัวเองกอดได้เพียงคนเดียวเท่านั้น”เฮ่อจือหร่านหัวเราะในใจ ไม่คิดว่าเขาจะหึงหวงหนักขนาดนี้…นางแปลค าพูดของโม่จิ่วเยี่ยให้ชาวต่างชาติฟังอย่างเต็มที่ทั้งยังอธิบายสั้น ๆ เป็นภาษาต่างชาติไปว่า ผู้คนในราชวงศ์ต้าซุ่นมีความคิดค่อนข้างอนุรักษนิยม แม้แต่ความรู้สึกขอบคุณหรืออย่างอื่น ก็สามารถแ