ี่ยวดองกับสกุลโม่หรอก”จากการสนทนาสั้น ๆ เพียงไม่กี่ประโยค เฮ่อจือหร่านก็สังเกตเห็นได้ว่าขุนพลอาวุโสจินผู้นี้มีนิสัยห้าวหาญและไม่ถือสาเรื่องเล็กน้อย
“ขอบคุณท่านขุนพลที่บอกให้ข้ารู้ ข้ารบกวนท่านช่วยบอกท่านพ่อด้วยว่าข้าสบายดี ไม่ต้องเป็นห่วงข้า”“เรื่องนี้ไม่มีปัญหา ข้าจะช่วยบอกให้แน่นอน”หลังจากคุยกันอยู่ครู่ใหญ่ ขุนพลจินถึงได้ตระหนักว่าโม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านก าลังเดินอยู่บนถนนได้อย่างอิสระตามความเข้าใจของเขา นักโทษเนรเทศจะต้องมีเจ้าหน้าที่คอยจับตาดูตลอดเวลา แล้วท าไมพวกเขาถึงได้กล้ามาเที่ยวเดินโดยไร้ความกังวลเช่นนี้?“หลานชาย ท าไมพวกเจ้าสองสามีภรรยาถึงมาอยู่บนถนนได้?”ทั้งยังมีข้าวของมากมายในมืออีก…โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้คิดจะปิดบังค าถามของขุนพลอาวุโสจิน“ไม่ปิดบังท่านขุนพล พวกเราสนิทสนมกับหัวหน้าเจ้าหน้าที่เป็นอย่างดี เขาจึงอนุญาตให้พวกเราออกมาซื้อเสบียงได้บ้างเป็นครั้งคราว”“ดีมาก ข้ายังกังวลว่าหลังจากพวกเจ้าออกจากเมืองหลวง เจ้าก็บาดเจ็บ ซ ้าไม่มีใครคอยช่วยจัดการพวกเจ้าหน้าที่ให้อาจจะต้องล าบาก”“ตอนนี้เห็นสีหน้าของเจ้าดูดีขึ้น ตาแก่อย่างข้าก็วางใจได้แล้ว”
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง จากนั้นขุนพลอาวุโสจินก็ถอนหายใจก่อนจะพูดต่อ“เจ้าอาจไม่รู้ ในวันที่มีค าสั่งให้ริบทรัพย์และเนรเทศสกุลโม่ พวกเราเหล่าขุนนางที่สนิทสนมกับสกุลโม่ทั้งหมดล้วนถูกองค์จักรพรรดิสั่งให้อยู่ในวัง รอจนกระทั่งพวกเจ้าออกจากเมือง