นตอนนี้คงไม่ดีนัก การร้องไห้จึงเป็นวิธีระบายความรู้สึกอย่างหนึ่ง ดังนั้นทั้งสองคนจึงไม่ได้เข้าไปหักห้ามเขาพอโม่อวิ๋นเฟิงร้องไห้จนพอใจแล้ว จึงหันไปมองโม่จิ่วเยี่ย“น้องเก้า ข้าจะไม่เปิดเผยตัวตนก่อนชั่วคราว”“พี่สามคิดจะท าอะไร?” โม่จิ่วเยี่ยพูดยังไม่ทันจบ ก็ถูกโม่อวิ๋นเฟิงเอ่ยแทรก“ในเมื่อทุกคนคิดว่าข้าตายไปแล้ว และในกลุ่มเนรเทศของสกุลโม่ก็ไม่มีชื่อข้า ข้าจะถือโอกาสนี้ออกไปตามหาพี่ใหญ่กับพี่รองเสียเลย”
โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านสบตากัน ทั้งสองคนต่างเห็นว่าสิ่งที่โม่อวิ๋นเฟิงพูดมาดูมีเหตุผลไม่เพียงสถานะของพวกเขาสองคนตอนนี้ที่ไม่สามารถออกไปตามหาพี่ใหญ่กับพี่รองได้ กระทั่งไปถึงซีเป่ยแล้วก็ต้องไปลงทะเบียนกับทางการก่อน อีกทั้งราชส านักยังมีกฎว่าผู้ที่ถูกเนรเทศไม่สามารถออกจากสถานที่เนรเทศได้แม้ก้าวเดียวตลอดชีวิต หากไม่มีรับสั่งจากองค์จักรพรรดิเจ้าหน้าที่ในท้องถิ่นจะมาตรวจสอบบ้านของนักโทษเป็นระยะหากพบว่ามีคนหายไปก็จะต้องรายงานเรื่องนี้ให้ราชส านักรู้แน่นอนเมื่อเป็นเช่นนี้ ยิ่งจะท าให้ครอบครัวเดือดร้อนโดยไม่จ าเป็นดังนั้น การที่โม่อวิ๋นเฟิงไม่เข้าร่วมการเนรเทศและออกไปตามหาคนจึงเป็นวิธีที่ดีที่สุดโม่จิ่วเยี่ยพยักหน้าตอบ “ถ้าอย่างนั้น ข้าจะหาโอกาสให้ท่านแม่กับพี่สะใภ้สามลอบมาพบกับท่าน เพื่อให้พวกนางสบายใจ”“ดี ทุกอย่างให้น้องเก้าจัดการเถอะ”ใบหน้าโม่อวิ๋นเฟิงดูสงบนิ่ง แต่เมื่อได้ยินน้องชายพูดถึงม