างไรหากมัวแต่เสียเวลาไปโดยเปล่าประโยชน์ อาจต้องแลกมาด้วยชีวิตคนก็เป็นได้
หลิวหลี่ค่อนข้างเชื่อถือค าพูดของเผิงวั่ง เขาจึงรีบเรียกให้ทุกคนหลีกทางเพื่อให้เฮ่อจือหร่านสามารถตรวจอาการของหลี่เถี่ยจู้ได้สะดวกเฮ่อจือหร่านอาศัยแสงไฟกองเล็ก ๆ ตรวจดูคนไข้ ไม่นานนัก ลมหายใจของนางพลันต้องสะดุดลงด้วยความตกใจต่อมน ้าเหลืองใต้คางของหลี่เถี่ยจู้บวมขึ้นแล้วสิ่งแรกที่ท าให้เธอนึกถึงคือกาฬโรคเฮ่อจือหร่านหันไปถามชาวบ้านที่อยู่บริเวณนั้นว่า “ที่นี่มีญาติของเขาอยู่หรือไม่”“ข้า ข้าเป็นภรรยาของหลี่เถี่ยจู้” นางคือสตรีคนที่พบว่าหลี่เถี่ยจู้หมดสติไปและร้องขอความช่วยเหลือเมื่อเห็นหญิงสาวมีท่าทางกังวล เฮ่อจือหร่านจึงกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า “อย่าเพิ่งตื่นตระหนก ตอบค าถามของข้ามาตามตรง”“ได้”“ก่อนที่เขาจะหมดสติไป เขามีอาการหนาวสั่น มีไข้สูง ปวดศีรษะรุนแรง คลื่นไส้อาเจียน และหายใจล าบากหรือไม่”ภรรยาของหลี่เถี่ยจู้พยักหน้าตอบรับ เมื่อได้ยินอาการที่เฮ่อจือหร่านถาม
“ทุกอย่างที่ท่านพูดมาล้วนถูกต้อง ช่วงสองวันมานี้สามีของข้ามีอาการเช่นนี้จริง ๆ”ระหว่างที่พูด ภรรยาของหลี่เถี่ยจู้ก็คว้าชายแขนเสื้อของเฮ่อจือหร่านไว้พลางเอ่ยด้วยสีหน้ากังวลว่า “ท่านหมอ ท่านช่วยดูอาการสามีของข้าทีเถอะ เขาก าลังป่วยหนักหรือไม่”อาการป่วยของหลี่เถี่ยจู้ดูแล้วคล้ายกับโรคกาฬโรคมากเพื่อความแน่ใจ เฮ่อจือหร่านจึงหันไปหาหลิวหลี่ และเรียกเขามาพูดคุ