“ตอนยังเด็ก ข้าเคยเป็นสหายร่วมเรียนของหนานฉี จึงได้เข้าออกต าหนักของหยวนกุ้ยเฟยอยู่บ่อยครั้ง วันหนึ่ง หยวนกุ้ยเฟยเห็นข้ากับหนานฉีก าลังคุยเล่นกับ ซิ่งเฟ่ย คนสนิทของนาง”“หยวนกุ้ยเฟยเคยถามซิ่งเฟ่ยว่า นางจ าได้ว่าซิ่งเฟ่ยมีหลานชายที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับพวกเราอยู่คนหนึ่ง หากสะดวกก็พาเขามาเล่นในวังกับพวกเราได้”“ตอนนั้น ซิ่งเฟ่ยปฏิเสธทันที่ นางบอกว่าหลานชายของนางที่ชื่อ‘หนานอวี่’ นั้นต ่าต้อยนัก เกรงว่าถ้าเข้ามาในวังจะท าให้พวกนางล าบากใจ”เมื่อนึกถึงอายุของเฟ่ยหนานอวี่ที่บันทึกไว้ในประวัติศาสตร์ ก็พบว่าเขาอายุรุ่นราวคราวเดียวกับโม่จิ่วเยี่ยจริง ๆเพราะฉะนั้น เฮ่อจือหร่านจึงมั่นใจว่าหลานชายของซิ่งเฟ่ยก็คือเฟ่ยหนานอวี่อย่างไม่ต้องสงสัยแต่จากเรื่องที่โม่จิ่วเยี่ยเล่า ซิ่งเฟ่ยเป็นถึงคนสนิทของหยวนกุ้ยเฟย เชื่อว่าอีกฝ่ายคงไม่ขัดสนเรื่องเงินทองอะไร แล้วเหตุใดครอบครัวของหลานชายแท้ ๆ ที่ยากจนข้นแค้นขนาดนั้น นางถึงไม่ยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือเลย
ค าถามนี้ผุดขึ้นมาในใจของเฮ่อจือหร่านเพียงชั่วครู่ เพราะไม่ว่าคนอื่นจะปฏิบัติต่อญาติพี่น้องกันอย่างไร มันก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับแผนการใหญ่ของนางการที่นางต้องเล่าเรื่องทั้งหมดนี้ให้โม่จิ่วเยี่ยฟัง ก็เพื่อให้เขารู้ว่าบนโลกนี้มีเฟ่ยหนานอวี่อยู่เท่านั้นเมื่อนึกถึงโม่จิ่วเยี่ยเล่าว่าตอนเด็ก ๆ เขามักจะเข้าออกต าหนักของหยวนกุ้ยเฟยอยู่บ่อยครั้ง เฮ่อจือหร่านจึงหยั่งเ