กูลจางล่ะสิ!” จางซิ่วเอ๋อกระพริบตาที่ไม่มีน้ำตาสักหยดของตัวเอง ก่อนจะโวยวายด้วยเสียงสะอื้น
เวลานี้เป็นเวลาเที่ยงพอดี มีคนในหมู่บ้านไม่น้อยเลยที่กลับจากไร่มากินข้าวเที่ยง และมีสตรีที่ไปส่งอาหารให้บรรดาคนที่ไม่กลับมากินข้าว
พอได้ยินเสียงเอะอะ บัดนี้เหล่าคนที่ยุ่ง ๆ อยู่ในตอนแรกก็ชะโงกคอมามองทางนี้กันหมด
เนื่องจากอยู่ห่างกันไกล พวกเขาจึงมองไม่เห็นว่าจางซิ่วเอ๋อร้องไห้หรือไม่ แต่ฟังจากเสียงของจางซิ่วเอ๋อแล้วเหมือนนางได้รับความอยุติธรรมอย่างแสนสาหัส
จางเป่าเกินตาโตมองภาพที่เกิดขึ้น เขาคิดไม่ถึงว่าจางซิ่วเอ๋อจะทำอะไรผิดแปลกเช่นนี้
“เอ๊ะ เกิดอะไรขึ้น?”
“เหมือนจางเป่าเกินและจางซิ่วเอ๋อจะตีกันนะ ได้ยินว่าจางซิ่วเอ๋อโดนตีจนร้องไห้เลยล่ะ!”
“นี่ออกจะเกินไปหน่อยนะ ถึงจางซิ่วเอ๋อไม่ใช่คนดีเท่าไร แต่นางแค่กลับมาเยี่ยมแม่ตัวเอง จางเป่าเกินทำแบบนี้มันเกินไปจริง ๆ!”
“นั่นสิ ดูท่าทางอ้วนท้วมจางเป่าเกินก็รู้เลยว่าเป็นคนที่อยู่ด้วยยาก พวกเราต้องดูลูกสาวบ้านตัวเองไว้ดี ๆ นะ อย่าได้แต่งไปเป็นภรรยาให้จางเป่าเกิน!”
“ขนาดน้องสาวตัวเองยังตี ไม่ต้องพูดถึงภรรยา! คงทนทุกข์แบบนั้นไม่ไหวหรอก!”
คำพูดวิพากษ์วิจารณ์เหล่านี้ลอยตามลมมาเข้าหูจางเป่าเกินทีละนิด
ตอนแรกจางเป่าเกินยังไม่มีปฏิกิริยาอะไรเท่าใด แต่หลังจากนั้นพอเขาเริ่มได้ยินมีคนบอกว่าไม่อยากให้ลูกสาวที่บ้านแต่งงานกับตัวเองก็ลุกลี้ลุกลนขึ้นมา
ตอนนี้เขาถึงวัยที