งข้า และคนอย่างข้าเกลียดการโดนข่มขู่ที่สุด”
คุณชายฉินถามอีก “ทำไมถึงไม่ยอมขายสูตรเครื่องเทศนี้ล่ะ?”
จางซิ่วเอ๋อวาดไม้วาดมือพลางเอ่ย “ตอนนี้มันราคาแพงอยู่ จึงมีแค่อิ๋งเค่อจวียอมซื้อเครื่องเทศนี้ แต่ถ้าวันหนึ่งราคาถูกจนทุกคนซื้อไหว ทุกครัวเรือนก็คงต้องใช้เจ้าสิ่งนี้ทำกับข้าวกันทั้งนั้นใช่ไหมล่ะ?”
“ต่อให้ข้ามีกำไรเพียงเหรียญเดียวจากทุกคน แต่พอรวมแล้ว…..” จางซิ่วเอ๋อพูดแล้วก็หัวเราะออกมา
คุณชายฉินได้ยินจางซิ่วเอ๋อพูดแบบนี้แล้วพินิจพิเคราะห์ในตัวนางขึ้นมา ทำไมเขารู้สึกว่าจางซิ่วเอ๋อไม่เหมือนสาวชาวไร่ธรรมดาเลยล่ะ
คนธรรมดาจะมองการณ์ไกลขนาดนั้นได้อย่างไร เห็นท่าทางจางซิ่วเอ๋อเหมือนคิดมาอย่างถี่ถ้วนแล้ว
คุณชายฉินเคาะโต๊ะด้วยมือเบา ๆ ไม่รู้ว่าตั้งใจหรือไม่ เสียงเคาะนั้นเข้าหูจางซิ่วเอ๋อแล้วราวกับเคาะลงบนใจของจางซิ่วเอ๋ออย่างไรอย่างนั้น
คุณชายฉินหรี่ตาพลางกล่าว “เจ้าคิดหรือว่าสาวชาวไร่อย่างเจ้ามีแค่สูตรเครื่องเทศก็ทำการใหญ่ได้?”
“เจ้ารู้หรือไม่ว่าหากเครื่องเทศของเจ้ากลายเป็นที่แพร่หลาย จะนำปัญหาเข้ามาเท่าไหร่?” คุณชายฉินบอกอย่างสอนสั่ง
จางซิ่วเอ๋อพบว่าจะประเมินคนแบบคุณชายฉินในระดับต่ำไม่ได้เด็ดขาด
ถ้าเป็นคนที่จิตใจไม่แน่วแน่ เจอคุณชายฉินล่อลวงไปคำสองคำคงยอมแพ้ไปแล้ว
จางซิ่วเอ๋อยิ้มตาหยีพลางมองคุณชายฉินพูดอย่างมีความหมาย “ใช่แล้ว นำปัญหาเข้ามาได้มากเลยล่ะ”
ประโยคนี้แดกดันคุณชายฉินว่าเป็นตัวปัญ