วเอ๋ออย่างฉงน นึกว่าหลังจากที่ตัวเองเล่าให้จางซิ่วเอ๋อฟังแล้วอีกฝ่ายจะอับอายและโกรธเคืองหรืออาจจะร้องไห้เสียอีก แต่ตอนนี้นอกจากหน้าตาจางซิ่วเอ๋อจะดูมืดครึ้มลงไปบ้าง ทว่านางดูเหมือนจะไม่ได้เจ็บปวดนัก
จางซิ่วเอ๋อไม่เจ็บปวดทุรนทุรายเพราะคำนินทาไม่กี่คำของคนอื่นหรอก แต่นางโมโหจริง ๆ พอคิดได้ว่ามีคนกลุ่มพูดถึงตัวเองลับหลังแบบนี้ และอีกหน่อยอาจจะมีผลกระทบต่อชื่อเสียงของชุนเถาและซานหยา นางก็เดือดจัด!
อย่าให้รู้นะว่าใครเป็นคนพูด ไม่อย่างนั้นนางได้ฉีกปากคน ๆ นั้นให้เละแน่!
จางซิ่วเอ๋อพูดด้วยน้ำเสียงอาฆาต “ข้าเป็นแม่ม่าย โดนใส่ร้ายแบบนี้ ถึงข้าร้องไห้ก็เปล่าประโยชน์! กลับทำให้พวกคนที่ใส่ร้ายข้าสะใจเสียอีก!”
พูดมาถึงตรงนี้ สายตาจางซิ่วเอ๋อก็ดูอ่อนโยนขึ้น “จวี๋ฮวา เจ้าไม่ต้องกลัวว่าข้าจะเป็นอะไรหรอก เจ้ารีบไปทำกับข้าวเถอะ ข้าจะกลับแล้ว”
ที่บ้านทำปลาเป็นอาหารเย็น ซานหยาจึงกินอย่างเปรมปรีดิ์ นางยังเด็กเกินไป เรื่องที่ลือกันในหมู่สตรีแบบนี้นางไม่รู้เรื่องแน่นอน แต่ต่อให้ตอนนี้แม่โจวยังไม่รู้ ช้าเร็วก็ต้องรู้
จางซิ่วเอ๋อนวดขมับตัวเอง กังวลว่าแม่โจวจะเครียดแทนตน ถ้าวิตกเกินเหตุไม่ใช่เรื่องดีแน่
เช้าวันรุ่งขึ้น จางซิ่วเอ๋อได้แบกของเข้าเมือง โดยนั่งรถลากของเฒ่าหลี่เหมือนเดิม
พวกผู้หญิงบนรถนั่งกันเป็นกลุ่ม มองจางซิ่วเอ๋อด้วยสายตาแปลก ๆ ตลอด บทจะพูดจากันก็สื่อนัยยะ
จางซิ่วเอ๋อแค่นเสียง ตอนนี้นางยังไม่ร