น”
นางคิดตกแล้ว ส่วนเรื่องหยกแขวนก็ไม่อยากถามเขาแล้ว อย่างไรเสีย นางก็ไม่เอาหยกแขวนนั่นไปแลกเงินอยู่แล้ว ทำเป็นไม่รู้เรื่องอะไรจะดีกว่า
ยิ่งเกี่ยวข้องกันมากเท่าไหร่ก็ยิ่งสลัดหลุดจากกันยาก ถ้ากลายเป็นการเรียกภัยมาหาตัวคงไม่ดีแน่
ครั้งนี้จางซิ่วเอ๋อไม่ให้โอกาสเขาได้เรียกตัวเอง ตรงดิ่งไปที่หลังบ้านที่จางชุนเถากำลังยุ่งอยู่
จางซิ่วเอ๋อยิ้มและแย่งจอบมา “เจ้าไปถอนหญ้าเถอะ เราจัดการหลังบ้านให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยไปกินข้าว” อย่างไรเสียก็ต้องให้เวลาที่เพียงพอกับผู้ชายคนนั้น
ประมาณครึ่งชั่วยามผ่านไป จางซิ่วเอ๋อมองดวงตะวันบนฟ้า บัดนี้ขึ้นสูงเป็นที่เรียบร้อย
นางคิดว่าคน ๆ นั้นน่าจะไปแล้ว จึงเอ่ยขึ้น “ชุนเถา เจ้าถอนหญ้ารกพวกนี้ให้เสร็จ ข้าไปตักข้าวต้ม”
จางชุนเถาพยักหน้า “ได้เลย”
จางซิ่วเอ๋อกลับเข้าไปในบ้าน มองทางห้องเก็บฟืนอย่างพิจารณา ประตูปิดอยู่ มองไม่เห็นว่ามีคนอยู่ข้างในหรือไม่ นางกลัวว่าชุนเถาจะกลับมาจึงรีบเร่งเดินเข้าไป
พอผลักประตูเข้าไป ข้างในสะอาดหมดจด ไม่มีแม้เงาคน
จางซิ่วเอ๋อมีรอยยิ้มเปื้อนหน้า อดฮัมเพลงไม่ได้
ถ้วยที่เขาใช้ก็ล้างจนสะอาด เอาเถอะ คน ๆ นี้ท่าทางไม่ได้เลวร้ายเหมือนที่ตัวเองคิด
แต่พอจางซิ่วเอ๋อมองเข้าไปในหม้อ นางก็ยิ้มไม่ออก เขากินข้าวต้มนี่ไปกว่าครึ่ง ไม่เกรงใจกันเลยแฮะ
จางซิ่วเอ๋อมุมปากกระตุก โชคดีที่วันนี้ตัวเองต้มไว้เยอะ ไม่อย่างนั้นคงไม่พอกิน
จนชุนเถากลับมากินข้าวแล