ังว่าคนผู้นี้จะรีบฟื้นขึ้นมา ถ้าเป็นคนสำนึกบุญคุณยิ่งดี รีบไสหัวไปจากบ้านตัวเองซะ ไม่ทิ้งร่องรอยอะไรไว้ยิ่งดี
จางซิ่วเอ๋อเองก็เหนื่อยมากแล้ว จึงกลับไปนอนทันที
วันรุ่งขึ้น นางตื่นแต่เช้า ด้วยกลัวว่าจางชุนเถาจะตกใจถ้าเจอคน ๆ นี้โดยไม่รู้เรื่องอะไร
ตอนที่มาถึงห้องเก็บฟืน นางก็เห็นคนผู้นั้นนอนนิ่งอยู่ตรงนั้น ผ้าฝ้ายที่ตัวเองห่อเขาไว้ก็ยังอยู่ ไม่รู้ว่าเป็นหรือตาย
จางซิ่วเอ๋อรู้สึกเครียดขึ้นมา คนผู้นี้ไม่ได้ตายไปแล้วใช่ไหม หากตายไปแล้วต้องแย่แน่ เดิมทีนี่ก็เป็นบ้านผีสิงอยู่แล้ว ถ้าตอนนี้เขามาตายที่นี่ อีกหน่อยนางต้องกลายเป็นคนมีปมขนาดไหน
พอคิดได้ดังนี้ จางซิ่วเอ๋อก็รีบมาอยู่ตรงหน้าคนผู้นี้ เอื้อมมือไปสัมผัสลมหายใจของเขา
ยังไม่ทันรู้เรื่อง คนผู้นี้ก็ลืมตาโพลง เอ่ยเสียงเย็นยะเยือก “นี่ใคร?”
จางซิ่วเอ๋อตกใจนิดหน่อย แค่ชั่วพริบตาคนผู้นี้ก็ยื่นมือออกมาจากห่อผ้าฝ้าย เขาจับข้อมือจางซิ่วเอ๋อไว้ด้วยแรงไม่เบาจนนางร้องร้องซี้ดอย่างอดไม่ได้ มันเจ็บนะ
จางซิ่วเอ๋อได้สติกลับมา หน้าดำคร่ำเครียดขึ้นมาทันที นางมองคนผู้นี้อย่างเกรี้ยวกราด “ข้าเป็นใครรึ? ข้าต่างหากที่อยากถามว่าเจ้าเป็นใคร! เจ้าดูให้ดีสิ ตอนนี้เจ้าอยู่ในบ้านข้านะ!”
คนผู้นี้มองไปรอบ ๆ อย่างฉงน น้ำเสียงสับสนนิดหน่อย “บ้านเจ้า?”
จางซิ่วเอ๋อเลิกคิ้ว “ทำไม? หรือนี่บ้านเจ้าหรือไง?”
ชายหนุ่มมองจางซิ่วเอ๋อเงียบ ๆ มีอารมณ์บางอย่างที่มองไม่ออกว่าคืออ