อก!” จางซิ่วเอ๋อกำชับ
3 ตำลึงเงินถือว่าไม่แพง เดิมทีเถ้าแก่อิ๋งเค่อจวีอยากให้จางซิ่วเอ๋อ 2 ตำลึงเงินอยู่แล้ว และเป็นเพียงค่ามัดจำ หากจางซิ่วเอ๋อไม่เอาปลามาให้ 2 ตำลึงเงินนั้นก็เท่ากับเสียเปล่า
ตอนนั้นก็แค่เพิ่มมาอีกตำลึง แล้วยังได้ของด้วย
ถึงแม้เขารู้สึกว่าของนี่จะดูไม่ดีเท่าใด แต่ก็ให้เงินไปโดยไม่ยึกยัก
จางซิ่วเอ๋อยื่นเครื่องเทศให้ ได้ 3 ตำลึงเงินมา หัวใจเบิกบานสุด ๆ ต้นทุนของพวกนี้ไม่ถึง 100 เหรียญทองแดง ขายได้แบบนี้เท่ากับกำไร 30 กว่าเท่า
ตอนนี้นางมีตำลึงอยู่บ้างก็จริง แต่ 3 ตำลึงเงินนี้เท่านั้นที่ได้มาอย่างสบายใจ
ไม่ว่าจะที่ขูดรีดมาจากแม่หลิน หรือที่เถ้าแก่ให้มาเกินตอนซื้อปลา ล้วนไม่ใช่ได้มาด้วยความสามารถตัวเอง ทำให้จางซิ่วเอ๋อมีความรู้สึกขลาดเขลาอยู่บ้าง
แต่พูดตามตรง ตำลึงที่จางซิ่วเอ๋อเรียกนั้นมากไปเล็กน้อย นางรู้ว่าถ้าแพงขนาดนี้โรงเตี๊ยมไม่ยอมซื้อแน่ อย่างไรเสียนี่ก็เป็นต้นทุนไม่น้อย
แต่ตอนนี้นางไม่สน นางอยากทำการค้าขายแค่ครั้งเดียว ไม่เรียกเยอะหน่อยจะคุ้มกับความเหนื่อยของตัวเองและชุนเถาในช่วงนี้ได้อย่างไร?
จางซิ่วเอ๋อได้ตำลึงไปแล้วก็ไม่อยากเสียเวลาคุยกับเถ้าแก่อีก จึงเอ่ยขึ้นทันที “เครื่องเทศนี่ดีหรือไม่ ท่านเอากลับไปลองหน่อยก็รู้เอง ส่วนข้ายังมีเรื่องสำคัญอย่างอื่นอีก ขอไม่อยู่คุยกับเถ้าแก่แล้วนะ”
“โรงเตี๊ยมเถ้าแก่ขายดิบขายดี เรื่องที่ต้องยุ่งในแต่ละวันคงไม่น้อย งั้นข้าไม่