เหอซุ่ยพูดจบก็ไม่ได้มองเสินจื่ออี้ที่แทบตาย เพียงแค่ชำ เลืองมองชามยาที่ดื่ม หมดแล้ว มุมปากยกขึ้นอย่างเย็นชา แล้วหันหลังจากไป!
เสินจื่ออี้ในความพร่าเลือนได้ถูกคนเปลี่ยนเสื้อผ้าและพามาที่ห้องโถงด้านหน้า
แม้เสี่ยวเสวียนฉีเพิ่งจะกลับมาที่วังได้ไม่กี่เดือน แต่คนที่มาตำ หนักบูรพาเป็นระยะ ก็มีไม่น้อย
ไม่ทราบว่าวันนี้เป็นขุนนางคนไหนมาเยือน
เสินจื่ออี้ไม่ค่อยได้มาทำ หน้าที่รับใช้คนสูงศักดิ์เช่นนี้ เพราะงานรับใช้หน้าคนสูง ศักดิ์เป็นหน้าที่ของนางกำ นัลใหญ่ เธอเป็นหญิงคดี เป็นผู้ต่ำ ต้อยน่าอับอายที่สุด
ในตำ หนักบูรพา ไม่รู้ว่าเหอซุ่ยมีเจตนาอะไร แต่เธอไม่มีสิทธิ์ปฏิเสธ แต่ในไม่ช้าเธอก็รู้จุดประสงค์ของเหอซุ่ย
“เฮ้ย เสินจื่ออี้ ท่านผู้สูงศักดิ์มาแล้ว รีบไปคุกเข่าข้างหน้า รอเช็ดรองเท้าให้ท่านผู้ สูงศักดิ์”นางกำ นัลข้างๆ ตะโกนใส่เธอ
“เจ้าค่ะ”เสินจื่ออี้ไม่โต้แย้งตามความเคยชิน เดินค้อมร่างผอมเล็กไปข้างหน้า นอกประตูตำ หนัก ชายเสื้อคลุมตัวหนึ่งตกลงมาในสายตาที่ก้มลงของเธอ นั่นคือผ้าแพรเมฆประดับด้วยลวดลายกระเรียนสีฟ้า หยิ่งและอิสรเสรี
ดวงตาที่เคยเหม่อลอยของเสินจื่ออี้เปลี่ยนไปเล็กน้อย เท้าราวกับถูกผูกด้วยหิน หยุดชะงักทันที
เธอคิดถึงฉากหลายๆ อย่างที่จะได้พบเขาอีกครั้ง แต่ไม่คิดว่าจะเป็นฉากเช่นนี้ใน ตำ หนักบูรพา
หัวใจที่เงียบสงัดมานาน เหมือนจะมีคลื่นใหม่เกิดขึ้นเพราะแขนเสื้อกระเรียนสีฟ้า นั้น