าบนเบาะอีกฟากที่เฝิงฮูหยินเพิ่งใช้ทั้งสองสบตากัน แววตาประหนึ่งย้อนกลับไปยังวันวิวาห์ เมื่อครั้งนั้นพวกเขาก็เคยก้มคำนับลงพร้อมกันเช่นนี้ครั้นผ่านไปครู่หนึ่ง ผู้ที่ลุกขึ้นกลับมีเพียงต้วนหลิง หลินถิงกลับมิได้ลุกตาม เขาฉุกคิดถึงบางสิ่ง รีบเอียงหน้าแตะมือนางพลางเรียกเสียงแผ่วเบา “เล่ออวิ๋น”ผู้คนโดยรอบต่างก็พลันรับรู้ความผิดปกติ หลี่จิงชิวรีบฝ่าผู้คนเข้าไปโอบร่างบุตรสาวที่สลบแน่นิ่งไร้ลมหายใจ“เล่ออวิ๋น…เจ้าลืมตาขึ้นมามองแม่หน่อยเถิด!”หลินถิงปิดเปลือกตาแน่นสนิท สีหน้าสงบเสงี่ยมราวกับเพียงกำลังหลับใหล แขนสองข้างห้อยตกไร้เรี่ยวแรงปลายนิ้วของนางเพียงเฉียดปลายนิ้วต้วนหลิงแล้วร่วงผ่านไป ต้วนหลิงพยายามจะกอบกุมไว้ ทว่ามือกลับคว้าได้เพียงสายลมเย็นเฉียบ สูญเปล่าในทันทีไม่ไกลออกไป ต้วนซินหนิงยืนนิ่งอึ้ง เช่นเดียวกับจินอันไจ้ที่ไม่ทันตั้งตัว ไม่อยากเชื่อว่ายังประกอบพิธีอธิษฐานให้นางอยู่แท้ๆ เหตุใดหลินถิงจึงล้มลงเช่นนี้ เขาก้าวเท้าจะเข้าไปตรวจดู แต่หัวใจกลับหวาดกลัว ไม่อยากได้รับรู้คำตอบอันโหดร้ายหลี่จิงชิวตรวจลมหายใจของบุตรสาวแล้วต้องใจสลาย ร้องไห้โฮปานวิญญาณจะขาดร่าง “รีบไปตามหมอเถิด! ข้าขอร้อง รีบไปตามหมอมาเร็วเข้า!”เฝิงฮูหยินรีบขานรับ “ได้ ข้าจะให้รีบไป”สกุลต้วนเองก็มีหมอประจำสกุลถึงสองคนตั้งแต่หลินถิงล้มป่วย ถูกเรียกมาทันที แต่เมื่อหมอทั้งสองตรวจชีพจรแล้ว ก็เอ่ยเพียงคำเดียว “โปรดทำใจ”พวกเขาต้องย