งไปมาจนสะดุดกับจี้ทองรูปเทพเจ้าแห่งโชคลาภที่โผล่พ้นคอเสื้อของเขาใต้จี้ทองนั้นคือกระดูกไหปลารูปงามขาวนวลประหนึ่งหยก เส้นด้ายแดงทอดพาดแนบไปตามแนวโครงกระดูกนูนต่ำ งดงามนักแรกทีเดียว หลินถิงเพียงแค่เหลือบมองจี้ทอง แต่เมื่อรู้ตัวอีกครั้งกลับเผลอจ้องไปยังแผงอกและเส้นด้ายแดงนั้นเสียแล้วจนกระทั่งฟ้าสว่าง ต้วนหลิงจึงลืมตาตื่นเมื่อเห็นเขาตื่น หลินถิงก็พลันผละออกจากอ้อมกอด ลุกขึ้นนั่งบนเตียงอย่างเชื่องช้า ก่อนหยิบรองเท้าสวม นางมิได้เร่งรีบ ถึงวันนี้เฝิงฮูหยินจะเชิญพระภิกษุมาประกอบพิธีขับไล่เสนียด แต่ก็เป็นยามเที่ยงไปแล้ว ยังมีเวลาอีกมาก มิจำต้องรีบร้อนตื่นเช้าเมื่อลุกขึ้นสวมรองเท้าเรียบร้อย นางเรียกบ่าวให้ยกน้ำมาเพื่อล้างหน้าแล้วจึงเดินไปยังโต๊ะเครื่องแป้ง ภาพสะท้อนในกระจกเผยผิวพรรณยังคงสดใสเปล่งปลั่ง หาได้มีเค้าลางของผู้ที่ใกล้สิ้นลมหายใจไม่ หลินถิงอดมิได้ที่จะเอื้อมมือแตะใบหน้าตนเบาๆ จากนั้นจึงหยิบหวีไม้จันทน์ขึ้นมา ค่อยๆ สางเรือนผมเงางามของตนอย่างสงบต้วนหลิงก้าวเข้ามายืนเบื้องหลังหลินถิง รับหวีไม้จันทน์มาไว้ในมือ เอ่ยเสียงเรียบ “วันนี้ ข้าอยากเป็นคนเกล้าผมให้เจ้า”หลินถิงทอดมองเขาผ่านกระจกเงา เรือนผมดำสนิทยาวสลวยทอดแนบลงบนแผ่นหลัง อาภรณ์ชั้นในสีขาวสะอาดประหนึ่งหิมะ คาดไว้เพียงสายคาดเอวบาง เผยเรือนกายโปร่งสง่า มิได้ซูบซีดอ่อนแอ หากแต่แฝงไว้ด้วยพลังสงบเงียบอันน่าเกรงขามนางละสายตากลับ เปิดลิ้น