บาๆ สองสามครั้ง ก่อนเอ่ยเสียงต่ำ “ข้าได้ยินมาว่า หากประกอบพิธีขับไล่เสนียดเพื่อเชิญสิริมงคล ยิ่งมีสหายและญาติมิตรเข้าร่วมมากเท่าใด ก็ยิ่งเพิ่มพูนความเป็นมงคลมากเท่านั้น”เรื่องนี้ก็มีผู้คนเล่าขานจริง เมื่อวานเฝิงฮูหยินยังถามหลินถิงอยู่เลยว่ามีสหายหรือไม่ หากมีควรเชิญมาให้มากเข้าไว้ แต่หลินถิงกลับเห็นว่าไม่จำเป็น จึงมิได้กล่าวกับจินอันไจ้หลินถิงคล้ายตื้นตัน ดวงตาพร่างพราย “เจ้าก็อยากมาร่วมอธิษฐานให้ข้าหรือ?” ถึงได้เข้าใจว่าเหตุใดวันนี้เขาถึงแต่งกายผิดแผกไปจากเดิม แท้จริงแล้วเป็นเพราะอยากมาร่วมพิธีนี้เองจินอันไจ้ปรายตามองนางด้วยหางตา “เหตุใด…ข้าไม่ใช่สหายของเจ้าหรือ? มาหามิได้หรือไร”นางยิ้มเก้อ เอ่ยอย่างลังเล “ก็นับว่า…ใช่อยู่หรอก”สีหน้าของเขาเย็นชา “อะไรคือก็นับว่าใช่กัน?” จินอันไจ้แอบตัดสินใจไว้ในใจว่า หากหลินถิงหายป่วยเมื่อใด จะต้องลากนางไปเลี้ยงฉลองที่โรงเตี๊ยม แล้วฟาดให้หนักสักมื้อหลินถิงไม่อยากหยอกเขาต่อ จึงรีบแก้คำ “ข้าพูดผิดไปเอง” แล้วเอียงกายเปิดทาง เชื้อเชิญด้วยมาดสุภาพ “ท่านอันไจ้ เชิญข้างในเถิด”มุมปากเขากระตุกเบาๆ “เจ้าป่วยจริงๆ” เอ่ยจบก็ก้าวเข้าไปในเรือนเพียงเท้าเขาเหยียบเข้าไปไม่นาน องค์หญิงไต้หยางก็ตามมาติดๆ “เล่ออวิ๋น” นางเอ่ยนามรองของหลินถิงอย่างสนิทสนม แสดงออกว่ามาในฐานะสหาย เพื่อร่วมพิธีอธิษฐานให้หลินถิงเช่นกันหลินถิงไม่คาดคิดแม้แต่น้อยว่าจะมีองค์หญิงเสด็จมา ดวงตาเต