่หรอกหรือ?”สุดท้ายเขาก็ยอมเอ่ยออกมา “ข้าต้วนหลิง…ต้วนจื่ออวี่ ขอสาบาน หากข้าได้ลวงหลินถิง หลินเล่ออวิ๋นในเรื่องนี้ข้าจะต้องสูญสิ้นสิ่งที่รักที่สุดในใจตลอดกาล แม้ชาติหน้าหรือชาติใดๆ ก็มิอาจได้ครอบครองอีกเลย”เอ่ยสาบานแล้ว ต้วนหลิงจึงหยิบเตารับความอบอุ่นมายื่นให้นางกอดไว้ในอก “ข้าอยากถามเจ้าสักเรื่อง”นางกดมือลงบนเตาอุ่น “ท่านถามมา”ต้วนหลิงจ้องมองนางโดยไม่กะพริบ “เจ้ามักจะเผชิญหน้าความตายอย่างสงบเช่นนี้เสมอหรือ?”“มิใช่” นางส่ายหน้าเบาๆเขาราวกับไม่รู้สึกถึงความเจ็บจากบาดแผล ยกมือที่บาดเจ็บขึ้นมารินชา พลางเอ่ยถามอีก “หรือเพิ่งคิดได้ไม่นานนี้?”หลินถิงรับกาน้ำชามาจากมือเขา แล้วรินใส่ถ้วยให้ “ใช่ เพิ่งไม่นานมานี้เอง”ต้วนหลิงยกถ้วยจิบชาช้าๆ “เจ้าคิดได้เช่นนี้…ก่อนรู้ว่าตัวเองจะตาย หรือหลังจากที่รู้แล้วว่าจะต้องตายกันแน่?”หลินถิงนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนตอบเสียงแผ่ว “หลังจากที่รู้ว่าจะต้องตาย…”แท้จริงแล้ว หลังจากที่นางตระหนักว่าตนแม้สิ้นลมก็ยังอาจฟื้นคืนได้ หากมิใช่เช่นนั้น นางคงหวาดกลัวยิ่งกว่าผู้ใด“เหตุใดท่านถึงถามเรื่องนี้ขึ้นมา?” นางถามกลับต้วนหลิงยกถ้วยขึ้นดื่มจนหมด ก่อนเอ่ยเนิบๆ “ก็เพียงแค่สงสัยเท่านั้น… ข้าเคยอยู่ในคุกลับ เห็นผู้คนมากมายบางคนหวาดกลัวความตาย บางคนยอมตายแต่ไม่ยอมก้มหัว ผู้ที่ไม่เกรงกลัวความตายก็ใช่ว่าจะหายาก แต่แทบไม่เคยเห็นผู้ใด…ที่จากความหวาดกลัวกลับเปลี่ยนมาเป็นไม่เกรงกลัว