กลับไป เพิ่งก้าวออกไปไม่นาน หลี่จิงชิวก็พาหมอพเนจรที่เลื่องลือในชนบท หรือที่เรียกกันว่า “หมอกระดิ่ง” เข้ามาจำต้องให้หมอผู้นี้ตรวจชีพจรอีกครา หลินถิงมิอยากนับแล้วว่าผ่านมือหมอกี่คน รู้สึกเพียงว่าหากมิได้ตายด้วยโรคก็คงตายเพราะต้องให้หมอตรวจไม่หยุดหย่อนยามหมอวางนิ้วผ่านผ้าเช็ดมือลงบนชีพจร ยังมิทันตั้งสมาธิ หลี่จิงชิวก็เอ่ยถามเสียงร้อนรน “ท่านหมอ เป็นอย่างไรบ้าง?”หมอยกคิ้ว ยกมืออีกข้างปราม “ฮูหยินโปรดใจเย็น”หลี่จิงชิวรู้ตัวว่าเร่งร้อนเกินไป จึงขบเม้มริมฝีปากเงียบไปตรวจอยู่ครู่ใหญ่ หมอหาได้เอ่ยวาจา เพียงส่ายศีรษะให้หลี่จิงชิว หลินถิงเห็นเข้าก็เข้าใจทันที นี่คงเป็นที่มารดากำชับว่า หากผลไม่ดี ก็เพียงส่ายหน้าอย่าได้เอ่ยถ้อยคำอัปมงคลต่อหน้าต้วนหลิงกลับมิแสดงอารมณ์ใด เหมือนคาดไว้แล้วว่าผลย่อมไม่ต่างไปจากเดิม หลี่จิงชิวเห็นดังนั้น เพียงรู้สึกหมดเรี่ยวแรง ราววิญญาณลอยหลุดจากร่างเกรงว่าตนจะทรงอารมณ์ไม่อยู่ จนเสียทีต่อหน้าบุตรสาวกับบุตรเขย จึงบังคับเสียงตนให้สงบ “อีกวันสองวันข้าจะหาหมอคนใหม่ให้ วันนี้ดึกแล้ว แม่จะกลับไปก่อน”หลินถิงรั้งมารดาไว้ “ท่านแม่ คืนนี้พักที่นี่เถิด”ในจวนต้วนมีห้องว่างมากมาย แต่หลี่จิงชิวก็ส่ายหน้า บอกว่าพรุ่งนี้นัดพบผู้คนที่สกุลหลินเพื่อสืบเรื่องหมอเช่นกันและสัญญาว่าบ่ายวันพรุ่งนี้จะมาเยี่ยมเห็นมารดายืนกราน หลินถิงจึงมิฝืน ครานี้นางลุกขึ้นไปส่งด้วยตัวเอง จนกระทั่งเฝ้ามองแ