ผ่นหลังมารดาลับตาไปแล้ว หลินถิงจึงหันกลับมาหาต้วนหลิง เอื้อมมือแตะมือเขาเบาๆ เอ่ยเสียงหม่น“ไม่อยากเดินเองแล้ว ท่านช่วยแบกข้ากลับห้องได้หรือไม่”ต้วนหลิงมิว่าอันใด เพียงหมุนกาย ก้มลงให้หลังอยู่ในระดับที่นางขึ้นได้สะดวก หลินถิงรีบเอนกายเกาะหลัง โอบแขนรอบลำคอเขา ศีรษะน้อยเอนซบกับบ่า ลมหายใจอุ่นรินรดผิวขาวเนียนบริเวณลำคอ เขยื้อนริมฝีปากกระซิบ “ต้วนหลิง”ต้วนหลิงสอดมือรองรับเรียวขาที่ห้อยลงมา ก้าวเดินอย่างมั่นคงเข้าสู่จวน เอ่ยรับคำเพียงสั้น “อืม”หลินถิงเอ่ยเรียกอีกครั้ง “ต้วนจื่ออวี่”เขาชะงักฝีเท้า “อืม”แววตาของหลินถิงค่อยๆ ลดต่ำ มองไปยังเงาบนพื้น เงาของนางทับซ้อนอยู่บนเงาของต้วนหลิงรุ่งเช้าวันถัดมา ข่าว “ฮองเฮาสวรรคต” แพร่กระจายไปทั่วเมืองหลวงต้าเหยียนอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านทั้งแผ่นดินได้รับพระราชโองการ ให้แต่งชุดไว้ทุกข์สามวันเพื่อถวายอาลัยแด่ฮองเฮา แม้แต่บ่าวไพร่ในเรือนของหลินถิงก็ต่างพากันซุบซิบนินทากันทั่ว นางเพิ่งตื่นขึ้นมาก็ได้ยินโดยไม่ต้องก้าวเท้าออกนอกเรือนเมื่อวานหลินถิงไปเข้าเฝ้าฮองเฮา ก็เห็นได้ชัดแล้วว่าพระนางมิอาจมีชีวิตอยู่ได้นาน ใบหน้าซูบซีดราวร่างไร้วิญญาณ เพียงแรกเห็นก็รู้ว่าโรคร้ายได้กัดกินจนถึงกระดูกแม้หลินถิงเองอีกไม่นานก็ต้องสิ้นใจ แต่ความตายนั้นต่างกันโดยสิ้นเชิง ของนางเป็นเพราะระบบลงมือ มิได้มีความเจ็บปวด และยังสามารถฟื้นคืนได้ ทว่าฮองเฮาหาใช่เช่นนั้น… พระนางป่วยจริง ต