ายจริง และจะหายลับไปชั่วนิรันดร์ใจหลินถิงพลันแปรปรวนยากนักจะอธิบายนางยืนอยู่ริมหน้าต่าง มองดูต้นไม้ใหญ่ที่ใบใกล้จะร่วงโรยจนหมด ฤดูหนาวยิ่งกรายใกล้ ใบร่วงยิ่งโปรยปรายไม่ขาด บ่าวไพร่ในลานกำลังกวาดกองใบไม้ด้วยท่าทีขะมักเขม้นต้วนหลิงก้าวเข้ามาจากนอกห้อง “ข้าไปเชิญหมอมาจ่ายยาไว้ให้เจ้าแล้ว”หลินถิงหันกลับไปนั่งบนเก้าอี้เตี้ย ร่างกายทอดท่าราวผู้ยอมจำนนต่อชะตากรรม “ข้ามิอาจรักษาได้ ยาอันใดก็ไร้ประโยชน์”เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงเรียบสงบ “หากมิได้ลอง จะรู้ได้อย่างไรว่ามิได้ผล”นางมิอยากขัดใจเขา ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จึงยอมเอ่ย “เช่นนั้นข้าจะดื่มเพียงครั้งเดียว ครั้งนี้เท่านั้น หากไร้ผล หลังจากนี้ท่านห้ามบังคับให้ข้าดื่มยาอีก”ต้วนหลิงพยักหน้า “ได้”หลินถิงเหลือบมองมือของเขาที่ว่างเปล่า แล้วมองเลยไปด้านหลัง มิได้เห็นบ่าวถือถาดยาตามมา จึงถาม “แล้วตัวยาเล่า?” หากต้องตาย ก็อยากรีบตายให้สิ้นไป จะได้หลุดพ้นเร็วขึ้น นางไม่คิดจะอ้อยอิ่งเขาจ้องมองนาง ดวงตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยน แย้มยิ้มบาง “ยังไม่เสร็จ ต้องรออีกสองเค่อ”“เช่นนั้น ข้าจะรอ”ระหว่างรอ นางเผลอเอนกายหลับไป ครั้นลืมตาตื่นขึ้น กลับไม่เห็นต้วนหลิงอยู่ในห้อง เมื่อออกไปถามบ่าว ก็ได้ความว่าเขาไปยังโรงครัวเล็กเพื่อเอายาใจนางพลันรู้สึกผิดสังเกต เพียงให้บ่าวถือยามาส่งก็พอ เหตุใดเขาจึงต้องไปเอง? หลินถิงจึงรีบตรงไปยังโรงครัวเล็ก และยังไม่ทันถึงก็พบต้วนหลิงเดินส