าประตู แม้ก่อนมาได้ยินเรื่องคร่าวๆ แล้ว แต่เมื่อมาถึงจริงก็ยังต้องเอ่ยปากถามเพื่อยืนยัน “เล่ออวิ๋น เป็นเช่นไร”เถาจูสะอื้นจนแทบเอ่ยคำมิออก เสียงติดขัดไม่เป็นประโยค“ฮูหยิน…ฮูหยินสาม”หลี่จิงชิวร้อนรน จับไหล่เถาจูที่ยังคุกเข่าแล้วดึงให้ลุกขึ้นมา “ข้าถามอยู่เล่า เล่ออวิ๋นของข้าเป็นอย่างไร”เถาจูเช็ดน้ำตา พลางเอ่ยเสียงสะอื้นขาดห้วง “ฮูหยินสาม…คุณหนูเจ็ดพลันล้มหมดสติ…หมอบอกว่าคุณหนูเจ็ดล้มป่วยหนัก ชีวิตเหลืออีกไม่กี่วัน…ไร้ยารักษา”ครั้นรู้ข่าวครั้งแรก เถาจูก็มิอาจรับได้ ร้องไห้มาตลอดจนบัดนี้นัยน์ตาหลี่จิงชิวพลันแดงก่ำ หากแต่กลับเอ่ยเสียงแข็ง “เป็นไปมิได้! พวกเจ้าสมรู้ร่วมคิดกันหลอกข้าใช่หรือไม่เล่ออวิ๋นเด็กคนนี้ กล้าล้อเล่นกับเรื่องเช่นนี้หรือ ดูเถิด ข้าจะไม่เอาหนังนางออกสักแผ่นก็ให้รู้ไป!”เถาจูสะอื้นต่อไป มิกล้าสบตา นางเองก็หวังให้เป็นเรื่องโกหก ทว่า…ความจริงหาใช่เช่นนั้น คุณหนูเจ็ดของนางล้มป่วยจริงๆหลี่จิงชิวแทบทรงกายไม่อยู่ เซถลาลง เถาจูรีบประคองไว้ นางสูดลมหายใจยาวหนึ่งครา “พาข้าไปหานาง”เถาจูจึงเร่งนำทางเข้าไป หลินถิงสลบไปแล้วสองชั่วยาม ยังมิได้ฟื้น นอนสงบนิ่งอยู่บนเตียง หลี่จิงชิวเพียงเห็นก็ชะงักก้าวไปชั่วครู่ ทว่าถัดมารีบเร่งก้าวเข้าไปถึงข้างเตียง “เล่ออวิ๋น”ต้วนหลิงที่นั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงจึงเงยหน้าขึ้น สบตาเอ่ยเสียงเบา “ท่านแม่”หลี่จิงชิวตรงรี่เข้ามา แววตาเต็มไปด้วยความหวังริบหรี่