ไม่มีเจ้าค่ะ” หลินถิงยืนยันหนักแน่น เพราะนางหาได้รู้สึกเจ็บปวดอันใด เพียงแต่อาจหน้ามืดวูบไป และที่สำคัญ นางไม่อยากให้มารดากับเถาจูเศร้าเสียใจยิ่งไปกว่าเดิมน้ำตาของหลี่จิงชิวพรั่งพรูอีกครั้ง นางเข้าใจไปเองว่าหลินถิงเอ่ยถ้อยคำเหล่านี้เพียงเพื่อปลอบโยนตนตลอดหลายปีที่ผ่านมา ต่อให้หลินซานเย่ทำเรื่องร้ายกาจเพียงใด หรือแม้นางต้องทนความขมขื่นเพียงไร หลี่จิงชิวก็มิได้ร่ำไห้สักครั้ง ขอเพียงบุตรสาวปลอดภัยดี นางก็พอใจแล้วแต่ครานี้สวรรค์มิอาจเมตตา บุตรสาวกำลังสิ้นใจ นางเจ็บปวดเหมือนถูกเฉือนเนื้อเชือดใจ ทุกถ้อยคำจุกตันคอหอย สุดท้ายเอ่ยได้เพียงคำสั้นๆ “เล่ออวิ๋น…”หลินถิงหยิบผ้าเช็ดหน้าออกมา ซับน้ำตาให้มารดา “ท่านแม่ อย่าร้องไห้เลยเจ้าค่ะ”หลี่จิงชิวโอบกอดบุตรสาวไว้แน่น พึมพำเสียงแผ่ว “จะไม่เป็นอะไรหรอก…ท่านแม่จะหาหมอมารักษาเจ้า หากคนหนึ่งรักษาไม่ได้ ก็หาสอง หากสองไม่สำเร็จ ก็หาสาม”คำเหล่านี้ นางมิรู้ว่าพูดเพื่อปลอบบุตรสาว หรือเพื่อหลอกปลอบใจตนเองกันแน่หลินถิงยกแขนกอดตอบมารดาเงียบๆ นานนัก กว่าทั้งคู่จะยอมผละออกจากกันหลี่จิงชิวลูบแก้มบุตรสาว พลางเอ่ยเสียงอ่อนโยนที่หาได้คุ้นชิน “สหายเก่าของข้ามีคนหนึ่ง เคยป่วยหนักจนเกือบสิ้นชีพ แต่ต่อมามีหมอผู้หนึ่งรักษาจนหาย ข้าจะไปถามนางว่ารู้เบาะแสของหมอผู้นั้นหรือไม่”หลินถิงเอ่ยเสียงเบา “ไม่จำเป็น ข้า-”“เจ้าพักผ่อนเถิด” หลี่จิงชิวรู้ดีว่าบุตรสาวจะกล่าวสิ่งใด จึงไ