ม่ฟังต่อ เอ่ยเสร็จก็รีบออกไปตามหาสหาย ไม่ยอมให้หลินถิงหรือต้วนหลิงมาส่ง เพียงกำชับให้เถาจูติดตามไปเท่านั้นหลินถิงทอดตามองแผ่นหลังของมารดาที่ค่อยๆ ลับหาย มือข้างล่างกำแน่นแล้วคลายออก ก่อนหันไปถามต้วนหลิง “วันนี้หมอว่าอย่างไร”“หมอบอกว่า…เจ้ามีชีวิตอีกไม่นาน”ต้วนหลิงเกลี่ยเส้นผมที่กระจายระใบหน้าของนาง พลางหลบเลี่ยงมิอยากพูดถึงเรื่องนี้ “เจ้ายังมิได้กินมื้อกลางวันเลยมิใช่หรือ หิวหรือไม่ ให้ข้าหาอะไรมาให้เจ้ากินหน่อยดีหรือไม่”หลินถิงบีบชายแขนเสื้อไว้แน่น ไม่ตอบคำถาม กลับเอ่ยเพียง “ขอโทษ ที่ทำให้พวกท่านตกใจ”เขาราวกับถูกนางหยอกล้อให้ขบขัน ดวงตายกโค้งดั่งเสี้ยวจันทร์ “เจ้าล้มหมดสติไป มิใช่เพราะเจ้าตั้งใจ หรือเป็นความผิดของเจ้า ไยต้องเอ่ยคำว่าขอโทษ เจ้าหาได้ทำผิดต่อผู้ใดไม่”หลินถิงก้มหน้าลงต่ำ เมื่อครู่ยามเห็นหลี่จิงชิวกับเถาจูร่ำไห้ นางเองก็เกือบจะกลั้นไม่อยู่ ทว่าท้ายที่สุดก็ฝืนไว้เพราะเกรงว่าหากพวกนางเห็น อาจเข้าใจว่านางหวาดกลัว จะยิ่งโศกเศร้าไปกว่าเดิมท้ายที่สุดคำว่า “ความตาย” ก็ดุจศิลาใหญ่ก้อนหนึ่งกดทับอยู่บนหัวใจของทุกผู้คน ผลักก็ไม่ไป แบกรับก็เจ็บปวดสายตาหลินถิงทอดมองต้วนหลิง เขาลุกขึ้น ตั้งใจจะออกไปสั่งบ่าวให้นำอาหารมาให้ แต่มิทันย่างเท้าไปได้ครึ่งก้าว มือของหลินถิงกลับยื่นออกมาจากด้านหลัง คว้าแน่นที่ข้อมือของเขาเขาหันกลับมา หลินถิงเงยหน้าขึ้น ดวงตาจ้องแน่วแน่ เพียงแรงบีบก็ทำให้ผิวข