น แล้วจึงกลับมา”หลินถิงเดาได้อยู่แล้ว “หมอว่าโรครักษามิได้อีกหรือ?”“บางคนก็ว่าเจ้าไม่เป็นอะไร”ทั้งสองก้าวเข้าสู่จวนที่ประดับโคมไฟสว่างไสว ประตูใหญ่ปิดลง ราวกับตัดขาดความมืดมิดทั้งปวงไว้ด้านนอกแม้หลินถิงรู้ดีว่าสิ้นชีพแล้วตนยังฟื้นกลับได้ แต่ใจกลับหนักอึ้ง สำหรับนาง มันก็แค่หลับตาแล้วลืมตา แต่สำหรับผู้อื่น…ไม่ใช่“จินอันไจ้ก็รู้แล้วหรือ?”ต้วนหลิงเอ่ยอ่อนโยน “ตอนข้าพาเจ้าไปหาหมอ เขาก็ติดตามไปด้วย จึงล่วงรู้”นางเหลียวมองเขา ปลายนิ้วลูบหลังมือ “แล้วท่านคิดเช่นไร?”“ข้าเชื่อว่าเจ้าจะไม่เป็นอะไร”สายลมเย็นพัด เส้นผมปรกแก้มของหลินถิงปลิวแนบข้างหู ขนตาสั่นระริกตามแรงลม “ทว่าข้า…อาจตายได้เช่นกัน”ฝีเท้าต้วนหลิงชะงักเล็กน้อยก่อนก้าวต่อ เขามองนางเพียงชั่วพริบตาแล้วเอ่ยพลางยิ้มขัด “ไม่มีวันหรอก”หลินถิงเงียบ ไม่กล่าวสิ่งใดต่อ“เล่ออวิ๋น ท่านพี่รอง พวกท่านเพิ่งกลับมาจากข้างนอกหรือ?”ต้วนซินหนิงเดิมทีจะไปหามารดาของตนคือเฝิงฮูหยิน แต่เมื่อเห็นทั้งสองเดินมาจากทางประตูใหญ่จึงหยุดถามขึ้น“ใช่” หลินถิงเอื้อมมือไปจัดปกเสื้อที่ถูกลมหนาวพัดจนแง้มออกของต้วนซินหนิงให้เรียบร้อย ป้องกันมิให้ลมรั่วเข้าไป “ยามนี้แล้ว เหตุใดเจ้าไม่พักอยู่ในห้อง จะออกมาที่ใดกัน?”ต้วนซินหนิงเหลือบมองชามยาสงบจิตในมือจือหลาน “ข้าได้ยินพวกบ่าวบอกว่าเมื่อคืนท่านแม่นอนหลับไม่สนิทกว่าจะหลับก็ล่วงดึก ข้าจึงสั่งให้จือหลานต้มยาสงบจิต ตั้งใจว่าจะ