งกร ก็มิอาจผิดพลาดได้นางจึงรีบทำตามเหล่านางกำนัลและขันทีโดยรอบ ก้มกายถวายคำนับต่อฮ่องเต้เจียเต๋อ“หม่อมฉันขอถวายพระพร ฝ่าบาท”ฮ่องเต้เจียเต๋อใคร่รู้ว่าผู้ใดกัน ถึงกับทำให้ฮองเฮาผู้ล้มเจ็บยังยืนกรานจะขอพบ ทั้งที่ยามนี้แม้แต่เขาเอง พระนางก็ไม่ยอมเฝ้า “เงยหน้าขึ้น”หลินถิงค่อยๆ เงยหน้า เขาหรี่ตาพินิจดูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนเอ่ยถามขึ้นทันที “เจ้ากับฮองเฮา เคยพบกันมาก่อนหรือไม่?”หลินถิงก็แอบมองสำรวจฮ่องเต้ เขาอายุราวสี่สิบ แต่กลับแลดูราวคนวัยหกสิบ ใบหน้าแม้โรยรา หากยังพอเห็นร่องรอยความสง่างามในวัยหนุ่ม “ทูลฝ่าบาท เคยพบเพียงครั้งเดียวเพคะ”ฮ่องเต้เจียเต๋อยังจำได้ลางๆ เรื่องผู้คนที่ฮองเฮาเคยเรียกพบ ย่อมมิอาจปกปิดสายตาของเขาได้ “นอกจากนั้นแล้วไม่มีอีกหรือ?”นางส่ายหน้าเบาๆ “ไม่มีแล้วเพคะ”ฮ่องเต้มิได้กดดัน เพียงโบกพระหัตถ์ “เข้าไปได้”หลินถิงเดิมเกรงว่าฮ่องเต้จะเสด็จเข้าไปพร้อมกัน ทว่าพอเห็นบานประตูตำหนักปิดลงโดยที่พระองค์ยังคงอยู่ภายนอก นางก็คลายใจลงเล็กน้อยก้าวแรกเพิ่งย่างไปถึงข้างแท่นบรรทม เหล่านางกำนัลและขันทีก็ถอยออกไปจนหมด แม้ยามนี้ฮองเฮามิอาจเสด็จลงจากแท่นได้ หลินถิงก็ยังถวายคำนับตามพิธี “หม่อมฉันขอถวายพระพร ฮองเฮาเพคะ”ฮองเฮาค่อยๆ ลืมตา สายตาจับจ้อง ลมหายใจอ่อนระรวย “เข้ามาเถิด”หลินถิงจึงก้าวไปใกล้“ข้าอยากถามเจ้าหนึ่งเรื่อง” ฮองเฮามิได้แทนตนว่า “เปิ่นกง” อีก หากเอ่ยเพียงว่า “ข้า”“เชิญฮองเฮาเพค