มือของหมอชรายังไม่ทันผละออกจากข้อมือของหลินถิง ก็อดประหลาดใจมิได้ ทั้งที่นางบอกว่าก่อนหน้านี้มิได้มีอาการผิดแปลกใดๆ คล้ายไม่มีเค้าลางบอกเหตุเลย ทว่าชีพจรกลับสับสนปั่นป่วน ราวกับผู้มีโรคเรื้อรังติดตัวใกล้สิ้นอายุขัย“ไม่น่าจะเป็นเช่นนี้…” หมอชราถึงกับสงสัยว่าตนตรวจผิดพลาด จึงรีบตั้งสมาธิจับชีพจรให้หลินถิงอีกครั้งต้วนหลิงเห็นเขาเอาแต่เงียบ ก็เอ่ยถามเสียงเรียบ “ท่านว่าอย่างไร?”ในจังหวะนั้น สีหน้าหมอชรากลับแปรเปลี่ยนไม่หยุด เหตุเพราะชีพจรของหลินถิงพลันไม่แน่นอน เดี๋ยวดีเดี๋ยวร้าย เขาไม่กล้าฟันธงว่านางป่วยด้วยโรคร้ายที่ไม่อาจเยียวยาอีกแล้ว จึงเอ่ยอย่างลังเล “ต้องขออภัย บางทีเมื่อครู่เป็นข้าที่ตรวจผิดไป”เสียงทุ้มต่ำของต้วนหลิงดังขึ้นอีกครั้ง “ตรวจผิดอย่างนั้นหรือ?”อากาศแม้หนาวเหน็บ แต่เหงื่อกลับผุดเต็มหน้าผากหมอชรา เขารีบยกแขนเสื้อเช็ด ก่อนก้มหน้าจับชีพจรให้หลินถิงเป็นครั้งที่สาม ภายใต้แววตาเรียบสงบ ทว่ากดดันของต้วนหลิงครานี้ชีพจรกลับเลวร้ายยิ่งกว่าเดิม หมอชราไม่ยอมแพ้ จึงจับชีพจรครั้งที่สี่ และห้า ทว่าเรื่องประหลาดกลับเกิดขึ้น ผลกลับตรงกันข้าม ชีพจรกลับแข็งแรงสมบูรณ์ยิ่งนัก หากดูเพียงชีพจร นางหาใช่สตรีอ่อนแอ หากยังเป็นผู้ฝึกยุทธ์ด้วยซ้ำ ถึงร่างจะบอบบางผอมเพรียว แต่ชีพจรกลับหนักแน่นดุจมหานทีเชี่ยวกรากหากกล่าวให้เกินจริงสักหน่อย ร่างกายสตรีผู้นี้แข็งแกร่งถึงขั้นลงมือก็อาจฆ่าเขาได้ในพริบตาช