แต่เขากลับถือเพียงร่มน้ำมันสีชาดในมือ มิได้ปล่อยให้องครักษ์กางร่มให้ม่านฝนพร่ามัวบดบังทุกสิ่งคล้ายหมอกหนา ทว่าชุดครามแดงสดบนร่างเขากลับโดดเด่นสะดุดตา เพียงแรกเห็นก็จำได้โดยง่ายหลินถิงเหลียวไปด้านหลัง เห็นจือหลานประคองต้วนซินหนิงลงจากรถ มีองครักษ์กางร่มคอยกำบังให้นางทั้งสองหลินถิงจึงรับร่มจากมือองครักษ์มาถือเอง มืออีกข้างยกชายกระโปรงขึ้น ก่อนก้าวตรงไปยังร่างของต้วนหลิงเขาเอียงศีรษะเล็กน้อยมองมาที่นาง หลินถิงแม้ไร้เครื่องประทินโฉม หากแต่ดวงหน้ากลับพริ้มพราย แววตาฉายประกายสดใส เส้นแพรผืนบางและเรือนผมดำขลับพลิ้วลงระหน้าขาวสะอาด อาภรณ์สีส้มสะบัดพลิ้ว ปลายรองเท้าปักลายดอกไม้เผยให้เห็นยามก้าวย่างย่ำผ่านแอ่งน้ำฝนสายตาของเขาหยุดอยู่ที่ร่มในมือนาง หลินถิงเป็นคนที่มักเลือกสิ่งของให้เข้ากับอาภรณ์ที่สวม ร่มคันนี้ก็เช่นกันเป็นสีส้มสดกลมกลืนกับชุดที่นางใส่ต้วนหลิงกะพริบตาช้าๆ ระยะห่างระหว่างทั้งสองค่อยๆ ลดลง จนหลินถิงมายืนอยู่เบื้องหน้า นางแหงนหน้าส่งสายตาเชิญชวนให้เขาเข้ามาอยู่ใต้ร่มเดียวกัน ใบหน้าคมคายของเขาเด่นชัดท่ามกลางแสงสลัว ดวงตาคมกริบ ริมฝีปากแดงสดราวผลอิงเถา เมื่อสบตากับนาง เขาค่อยๆ โค้งยิ้ม เก็บร่มสีชาดในมือ แล้วก้าวเข้ามาอยู่ใต้ร่มสีส้มสดของนางต้าเสวี่ยหนีเพิ่งเปิดม่านรถม้าออกมาก็เห็นฉากตรงหน้า จึงรีบหลบสายตาแล้วก้าวเข้าไปในโรงเตี๊ยมทันทีองค์รัชทายาทเสด็จมาพร้อมรถม้าคันแรก ก้าวลงภายหล