บร้อยแล้ว ครั้นเห็นพวกเขามาถึงก็เชื้อเชิญขึ้นไปด้านบน หลินถิงกับต้วนหลิงพักห้องเดียวกัน ส่วนต้วนซินหนิงพักห้องข้างเคียง ขณะที่องค์รัชทายาทพักอยู่ห้องฝั่งตรงข้ามหลินถิงเพิ่งวางสัมภาระได้ไม่นาน เสี่ยวเออร์ก็ยกอาหารค่ำมาให้ ยามนางเปิดประตูออก กลับเห็นเงาร่างผอมสูงผู้หนึ่งเดินผ่านไปแต่ไกล เขาสวมเพียงอาภรณ์ผ้าธรรมดา คาดป้ายประจำตน ดูแล้วก็เป็นเพียงเสี่ยวเออร์นายหนึ่ง คงไปส่งอาหารยังห้องอื่นเสี่ยวเออร์ที่มาส่งอาหารเหลือบเห็นหลินถิงยืนกั้นประตูอยู่ จึงเอ่ยเตือนเสียงแผ่ว “ฮูหยิน อากาศเย็นนัก อาหารควรกินขณะยังร้อนเถิดขอรับ”หลินถิงจึงเบี่ยงกายเปิดทางให้เขายกอาหารเข้ามาวาง เสี่ยวเออร์วางสำรับเสร็จแล้วก็ถอยออกไป หลินถิงลูบหน้าท้องที่แฟบลงเล็กน้อย ก่อนหยิบตะเกียบไม้ไผ่มาคีบอาหาร เกรงว่าตนจะเผลอกินเร็วเกินไปจนหมด จึงตักใส่ชามของต้วนหลิงไว้ก่อนเล็กน้อยต้วนหลิงยังคงกินอย่างสุขุม ไม่รีบร้อน ส่วนหลินถิงนั้น ใบหน้างามวิจิตรกลับก้มกินอย่างตะกละตะกราม พลางเอ่ยถามเสียงเร่งร้อน “หากเราเดินทางด้วยฝีเท้าเช่นวันนี้ ต้องใช้เวลากี่วันกว่าจะถึงเมืองหลวง?”“ราวสิบวัน” ต้วนหลิงตอบสั้นๆทางบกย่อมเชื่องช้ากว่าทางน้ำมากนัก หลินถิงใจพลันพองโต นางอยากกลับไปเยี่ยมมารดา…หลี่จิงชิวให้เร็วที่สุดสิบวันก็ดี อย่างน้อยเมื่อถึงเวลานั้น นางยังมีชีวิตอยู่ ทั้งคู่ก็ยังมีโอกาสได้พบกันภายหลังรับประทานอาหารเสร็จ หลินถิงออกจากห้องลงไป