งกลับโอบกอดนางแน่นยิ่งกว่าเดิมนางรู้สึกว่าเขากอดแน่นเกินไป จึงจุมพิตเขาพร้อมกับใช้มืออีกข้างแกะมือที่รัดเอวตนออก แม้เขาจะกอดแนบแน่น แต่เมื่อนางแกะ เขาก็ยอมปล่อย แล้วหันมากุมมือนางแทน ประสานนิ้วเข้าด้วยกันแนบแน่นทว่าชั่วพริบตา กลับกลายเป็นเขาที่โน้มกายลงจุมพิตนางแทน เขาโอบอุ้มร่างน้อยพลิกลงด้านหลัง ริมฝีปากไล้ผ่านแก้ม ก่อนวกลงไปยังหลังคอและลาดไหล่ ลากเลียซ้ำราวงูเลื้อยแนบผิวหลินถิงกำราวเก้าอี้หลอฮั่นแน่น นางพลันตระหนักว่าคืนนี้ตนมิอาจกุมสิทธิ์ในการเป็นฝ่ายนำได้ เพราะต้วนหลิงจุมพิตนางจนสติเลือนลาง สมองขาวโพลน มิอาจนึกได้อีกว่าตนควรแย่งชิงสิ่งใดหัวใจของหลินถิงเต้นแรงตามแรงจุมพิตที่ทั้งชื้นแฉะและร้อนแรง ราวกับสายลมอบอุ่นที่โอบกายท่ามกลางเหมันต์อันเหน็บหนาว ลมร้อนนั้นมิได้เพียงพัดผ่านผิว หากแต่แทรกซึมลึกเข้าไปถึงภายใน อบอุ่นถึงแก่นกายโดยปกติแล้วลมไร้รูปเงา เคลื่อนไหวอยู่ในความว่างเปล่า แต่ลมที่ต้วนหลิงมอบให้นางกลับจับต้องได้ ทิ้งร่องรอยความอบอุ่นไว้ทั่วเรือนกายต่อเนื่องไม่สิ้นสุดเขายังคงกดจุมพิตไม่หยุดหย่อน เนิ่นนานจนไม่รู้ว่าความร้อนที่แล่นพลุ่งพล่านนั้นเกิดจากแรงจุมพิต หรือเพราะเหตุใด แต่สุดท้ายมันกลับกลายเป็นกระแสความร้อนเชี่ยวกราก ดุจสายฝนอบอุ่นที่โปรยลงชโลมพฤกษาน้อยใหญ่ หลั่งไหลท่วมท้นทั้งกายาและจิตใจนางจนไม่เหลือที่ว่างครานี้หลินถิงมิอาจสัมผัสได้ถึงความหนาวเหน็บอีกต่อไป มีเพียงควา