งอยู่ด้านหน้าไม่ไกลนักนางทอดสายตาเหม่อมองไปชั่วครู่ คืนนั้นหลังจากร่วมอภิรมย์กับเขาแล้ว นางก็ผล็อยหลับไปดังที่คาดไว้ จนรุ่งเช้าจึงได้เอ่ยถามเรื่องเหยาเหริน ว่าเหตุใดเขาจึงเป็นเช่นนั้น ทว่าเขากลับไม่ให้คำตอบหลินถิงถอนสายตากลับมา พร้อมทั้งดึงความคิดคืน แต่แล้วต้วนซินหนิงพลันทำหน้าตึงเครียด คล้ายตกอยู่ในฝันร้าย คิ้วงามขมวดแน่น เอื้อนเอ่ยถ้อยคำไม่ชัด ก่อนจะกำชายอาภรณ์ของหลินถิงไว้แน่นเห็นดังนั้น หลินถิงจึงเอ่ยเสียงอ่อนโยน “หลิงอวี่ เจ้าตื่นเถิด”ต้วนซินหนิงลืมตาตื่น ใบหน้าเต็มไปด้วยเหงื่อชุ่ม อากาศยามหนาวนี้ หากเหงื่อไม่รีบเช็ดออก เกรงว่าจะจับไข้ได้หลินถิงรีบหยิบผ้าเช็ดหน้าเช็ดเหงื่อให้นางพลางถามเบาๆ “เจ้าฝันร้ายหรือ?”ต้วนซินหนิงยังงัวเงีย เสียงแหบพร่าเอ่ยแผ่วเบา “ข้าฝัน…ฝันเห็นเจ้า…” เพียงครึ่งประโยค น้ำเสียงก็สั่นเครือปนสะอื้น “ข้าฝันว่าเจ้าจากไปแล้ว…”หลินถิงฟังแล้วงุนงง “จากไป? ข้าจะจากไปที่ใดกันเล่า?”ไม่นานนางก็เข้าใจขึ้นมา ที่แท้คำว่า “จากไป” ที่อีกฝ่ายเอ่ย หมายถึง “สิ้นชีพ” นั่นเอง จึงกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “อ๋อ ข้าเข้าใจแล้ว เจ้าหมายถึงฝันว่าข้าตายใช่หรือไม่”ต้วนซินหนิงพลันตื่นตระหนก รีบยกมือปิดปากนางไว้ ดวงตาแดงเรื่อ “คำนี้ห้ามเอ่ยเล่น มิอาจพูดออกมาได้…”เพิ่งผ่านความฝันอันน่าหวาดหวั่นจนใจสั่น นางไม่ควรโพล่งถ้อยคำนี้ออกมาแต่แรกเลยแม้ในยุคปัจจุบันยังมีผู้หลีกเลี่ยงมิอยากเอ่ยคำว่าตาย