ข้าเห็นกับตาชัดเจน ตัวอักษรนั่นผุดขึ้นมาเองอย่างฉับพลัน ครึ่งชั่วยามให้หลังจึงเลือนหายไป หากมิใช่เทพเจ้าแห่งผืนดินปรากฏปาฏิหาริย์แล้วจะเป็นสิ่งใดได้อีก!”เสียงเห็นพ้องค่อยๆ ดังขึ้นเรื่อยๆ ครู่หนึ่งมีสามีภรรยาคู่หนึ่งก้าวออกมา ชายผู้นั้นเอ่ยยืนยันหนักแน่น “ข้าและภรรยาก็เพิ่งไปสักการะเมื่อวานนี้ เราสองคนเห็นกับตาเช่นกัน ตัวอักษรนั่นโผล่มาเอง หาใช่มีใครเขียนไว้ไม่”ชาวเมืองอันเฉิงแต่เดิมยกย่องเทพเจ้าแห่งผืนดินเหนือกว่าชีวิตของตน ครั้นได้ยินว่าท่านเทพปรากฏปาฏิหาริย์จริง ย่อมพากันตื่นตระหนกปนตื้นตันอย่างหาที่เปรียบมิได้ชายหนวดครึ้มเอ่ยขึ้นอีกครา “เทพเจ้าแห่งผืนดินยังทรงปรากฏปาฏิหาริย์แล้ว เช่นนั้นพวกเราก็ควรเชื่อฟังฟ้าลิขิตมิใช่หรือ?”สิ้นคำพูด พลันมีกองทหารในชุดเกราะถือดาบหอกบุกเข้ามา กวาดจับผู้ที่สนทนาเรื่องนี้ไปจนสิ้น พวกชาวบ้านแม้แต่เดิมเกรงกลัวขุนนางอยู่มาก แต่ครานี้เมื่อคิดถึงการที่เทพเจ้าแห่งผืนดินแสดงอภินิหาร ก็พลันห้าวหาญขึ้นมา ต่างส่งเสียงโวยวาย “พวกเจ้ามีสิทธิ์อันใดถึงมาจับเราเล่า!”ทหารเหล่านั้นกลับกดหัวกดแขน กักตัวพวกเขาอย่างเหี้ยมโหด เพื่อข่มขวัญคนทั้งตลาด ตะโกนลั่น “พวกเจ้าปล่อยข่าวลือมั่วซั่ว พวกเรามีสิทธิ์จับมิใช่หรือ!”หลินถิงเห็นดังนั้น จึงวางม่านลงด้วยสีหน้าเรียบเย็น ตัวอักษรที่โผล่มาแล้วหายไปนั้น นางลอบคิดในใจ เกรงว่ามิใช่ปาฏิหาริย์อันใด แต่คงใช้สารส้ม หรือของบางอย่างเข