า…ยามนางมิอาจข่มตาหลับ”เขาไม่ได้ซักถามต่อ หลินถิงไม่แน่ใจนักว่ายาสงบใจนั้นจะได้ผลกับต้วนหลิงหรือไม่ เพียงแต่รู้ดีว่ากับนางแล้วได้ผลยิ่งนัก ครั้นกลับจากครัวเล็กเพียงไม่นาน นางก็นอนหลับสนิท ไม่อาจสะดุ้งตื่นแม้เสียงฟ้าร้องกึกก้องต้วนหลิงยังคงลืมตาอยู่ เขาไร้ซึ่งสีหน้า ยกนางเข้าสู่อ้อมอก ปลดเส้นแพรแดงออกจากหางม้าที่รวบไว้ ปลายนิ้วลูบไล้เส้นผมดำขลับอ่อนนุ่ม คอยเกี่ยวพันกับแพรเส้นนั้นอยู่นาน มิยอมปล่อยมือ จนแพรเส้นนั้นยับย่นเป็นรอยจู่ๆ ต้วนหลิงก็เข้าใจ… เขามิใช่ไม่อยากให้นางไปหาผู้อื่น แต่กลับกลัวว่านางจะไปหาผู้อื่นต่างหากกลัว…เขารู้จักอารมณ์ “กลัว” ดี เขาเคยเห็นนักโทษในคุกสืบสวนมากมาย บางคนกลัวตนเองทนการทรมานไม่ไหว ต้องตายคาคุก บางคนกลัวจะพาครอบครัวล่มจมเขารู้จักดี และเคยเห็นมานักต่อนัก ทว่าไม่เคยสัมผัสด้วยตนเองเลยสักครั้งมันเหมือนหัวใจถูกบีบแน่น ทุกการกระทำถูกอารมณ์นี้ควบคุมไว้ มิอาจหาทางออกได้ สุดท้ายมีแต่ความสับสนมืดบอด ไร้หนทาง***สายฝนโปรยปรายลงบนกระเบื้องเคลือบ บรรเลงเสียงดั่งสายพิณ หลินถิงนั่งขัดสมาธิอยู่บนตั่ง กำลังลงหมากกับต้วนหลิง ชั่วพริบตา ผ่านไปแล้วสามวัน นางยังมิอาจก้าวพ้นลานเรือนแม้แต่ก้าวเดียว การออกจากห้องก็มีเพียงไม่กี่ครั้ง ไม่ต้องเอ่ยถึงการพบปะผู้ใดช่วงนี้แม้ต้วนซินหนิงเคยมาหา แต่นางก็หาได้มีโอกาสพบเจอ หลินถิงหยิบหมากสีดำในมือ พลางเอ่ยราวกับพูดเล่น“พักนี้ข้านอนหลับสนิ