ลานเบาๆ “จือหลาน เจ้าพอได้ยินเสียงอันใดบ้างหรือไม่?”จือหลานกลัวคุณหนูจะเผลอเดินสะดุดกระแทกเอา จึงเอาใจใส่ดูแลอย่างระมัดระวัง ทั้งใจจดจ่ออยู่กับนาง มิได้เหลือใจไว้สังเกตสิ่งอื่น “บ่าวมิได้ยินเสียงใดเจ้าค่ะ”ต้วนซินหนิงยกมือกดขมับเบาๆ “บางทีอาจเป็นข้าที่หูฝาดไปก็ได้ กลับกันเถิด”ในเรือน หลินถิงยังไม่รู้เลยว่าต้วนซินหนิงมาหา นางยังซุกกายอยู่บนเตียง จนกระทั่งต้วนหลิงกลับเข้ามา จึงยอมลุกขึ้น “ตอนนี้ยามใดแล้ว?”“ยามจวี๋ หนึ่งเค่อ”หลับเต็มอิ่มครานี้ทำให้นางกลับมามีเรี่ยวแรงเต็มเปี่ยมอีกครั้ง ทว่าเพียงสบตากับชายผู้ก้าวเข้ามาใกล้ ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนก็วนกลับมาในใจ นางพลันหวั่นไหวไม่อาจห้ามต้วนหลิงคืนนี้…โรคประจำตัวจะมิได้กำเริบอีกกระมัง? นางก็เคยรับปากว่าจะช่วยเขา เพียงแต่ว่าร่างกายของนางเองทนไม่ไหวเสียแล้วครั้งใดที่นางกำลังจะปฏิเสธ เขากลับซบลงบนอกนาง หายใจแผ่วกระเส่า คล้ายอ่อนแอจนชวนให้สงสาร เสียงหอบพร่าอ่อนนั้นกลับยิ่งสั่นสะเทือนหัวใจให้นางมิอาจเอ่ยคำปฏิเสธออกมาได้นางรู้ดีว่าเขาอาจเจตนา หากแต่ก็ยังปล่อยให้น้ำเสียงนั้นชักนำ แล้วสุดท้ายก็ต้องเรียนรู้บทเรียนด้วยตนเอง อย่าได้อ่อนใจต่อใครนัก มิฉะนั้นก็คือความโหดร้ายที่ย้อนกลับมาทำร้ายนางเองที่ผ่านมาเขามักทำทีปิดบังอย่างมิดชิด ปล่อยให้นางอยู่ในฐานะผู้คุมจังหวะ ทุกคราเพียงพอดี หากนางเอ่ยห้ามก็หยุด แต่เมื่อคืน…กลับเกินกว่านั้น ทั้งที่โต๊ะน้ำชาห้าครั