ไม่ยอมรับ แต่หลี่จิงชิวกลับยัดเข้าปากเขาเสียเอง เขาถึงกับยืนนิ่งค้างไปทั้งร่างนางทำทีเหมือนรับศิษย์น้อง “เจ้าหน้าตาดูอ่อนกว่าข้าหนึ่งปี ต่อไปเรียกข้าว่าพี่หญิงจิงชิวเสียสิ เอ่ยเรียกหนึ่งคำข้าจะให้เจ้าหนึ่งก้อน เป็นเช่นไร?”อิ้งจือเหอคายหมั่นโถวออกมา กำไว้ในมือ เงียบอยู่นานจนหลี่จิงชิวเกือบจะถอดใจหันหลังไป ในที่สุดเขาก็เอ่ยเสียงเบา ทว่าได้ยินชัดเจน “พี่หญิงจิงชิว…ขอบคุณ”เพียงเท่านั้นก็ทำให้นางยิ้มกว้างด้วยความพอใจ ยอมยื่นหมั่นโถวอีกก้อนให้ อิ้งจือเหอจึงยืนอยู่ตรงนั้น มือหนึ่งกำหมั่นโถว อีกมือกำคัมภีร์เก่าขาดวิ่น สายตาเจือความละอาย “ขอโทษ ที่ท่านพ่อท่านแม่ของข้ากล่าวร้ายพ่อแม่ของเจ้า”เขาเอ่ยถึงถ้อยคำที่พ่อแม่ตนปรามาสว่าครอบครัวหลี่เห็นแก่เงิน ขาดซึ่งน้ำใจหลี่จิงชิวกัดหมั่นโถวในมือตนเองอย่างไม่ใส่ใจ โบกไม้โบกมือ “ท่านพ่อของข้าก็ด่าพวกเจ้ากลับว่าไร้อนาคตมิใช่หรือ ถือว่าหายกัน”อิ้งจือเหอจึงก้มลงกัดหมั่นโถวของตน แม้หิวโซแต่ก็ยังคงเคี้ยวอย่างสงบไม่เร่งรีบ ภาพนั้นทำให้หลี่จิงชิวแอบนึกขันในใจ มิได้กำเนิดในสกุลสูงศักดิ์ แต่กลับมีท่าทีองอาจดุจบัณฑิตผู้สูงศักดิ์นางเหลือบมองคัมภีร์ที่เขาถือแนบอกไม่ยอมปล่อย “เจ้ามัวแต่ก้มอ่านคัมภีร์ทั้งวัน ไม่น่าเบื่อบ้างหรือ?”สำหรับนาง ที่แม้เพียงอ่านอักษรไม่กี่บรรทัดยังง่วงหาวทันที จึงไม่อาจเข้าใจได้ว่าการอ่านตำราทั้งวันจะน่าสนุกตรงไหนอิ้งจือเหอยิ้มบาง “จากตำรา