ิวจึงบอกความจริง ทุกค่ำคืนที่นางต้องอยู่เฝ้าร้านค้าให้บิดา นางมักกลับเรือนยามดึก สองบ้านอยู่ติดกันกำแพงก็ไม่สูง นางจึงเห็นเขานั่งในลานเรือน อาศัยเพียงแสงจันทร์อ่านคัมภีร์อยู่เสมออิ้งจือเหอถึงบางอ้อ “อ้อ ที่แท้เป็นเช่นนี้…แต่เหตุใดข้าไม่เคยเห็นเจ้ากลับเรือนเลย?”นางจึงค้อน “เจ้ามัวแต่ก้มอ่านคัมภีร์! ครั้งหนึ่งข้ายังแอบโยนก้อนหินไปที่เท้าเจ้า เจ้าก็มิได้แม้แต่จะเงยหน้า ข้าชักสงสัยเสียแล้วว่ามีทองคำซ่อนอยู่ในตำราหรือไร”ที่จริงนางเคยคิด เขาอาจดูแคลนตนที่เป็นเพียงบุตรพ่อค้า จึงแสร้งทำเป็นไม่สนใจอิ้งจือเหอส่ายหน้า “คัมภีร์เก่ามีถ้อยคำว่า ในหนังสือย่อมมีเรือนทอง ในหนังสือย่อมมีโฉมงาม แต่ข้าอ่านมิใช่เพื่อสิ่งเหล่านั้น ข้าเพียงอยากสอบได้เป็นขุนนาง จะได้ยืนอยู่ ณ ที่สูงแล้วทำการเพื่อราษฎร”หลี่จิงชิวเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนหัวเราะเยาะ “หึ พูดได้ก็พูดไปเถิด ข้าเห็นบรรดาขุนนาง ล้วนแต่พูดว่าทำเพื่อราษฎร เบื้องหลังก็แค่โกงกินเงินชาวบ้าน”อิ้งจือเหอยังคงกล่าวอย่างหนักแน่น “ก็เพราะเช่นนั้น จึงต้องมีผู้คนไปเปลี่ยนแปลง”หลี่จิงชิวกลืนหมั่นโถวหมดในไม่กี่คำ ปัดเศษแป้งที่มือ มองเขาเฉียงๆ “เจ้าก็ดูเห็นค่าตัวเองมากจริง”เขารู้ดีว่านางไม่เชื่อ แต่ก็มิได้โต้ตอบ เพียงเงียบไว้ เพราะถ้อยคำมิอาจพิสูจน์อะไร มีแต่การกระทำเท่านั้นหลี่จิงชิวจึงหันหลังกลับ “ข้ากลับเรือนแล้ว เจ้านั่งอ่านของเจ้าไปเถิด หนอนหนังสือเอ๋ย”แต่เดิน