องค์หญิงเข้าใจได้ทันที หากหลินถิงไม่ตอบปฏิเสธ ย่อมหมายถึงใช่แน่นางโถมมือคว้ามือหลินถิงไว้แน่น แต่กลัวจะทำให้นางเจ็บ จึงรีบผ่อนแรงลง “ข้าได้ยินว่าเขาบาดเจ็บสาหัส ตอนนี้…เขาเป็นอย่างไรบ้าง?”“มิถึงกับอันตรายถึงชีวิตเพคะ”คำตอบนั้นทำให้องค์หญิงโล่งอก ถอนหายใจยาว “เพียงไม่ถึงตายก็ดีแล้ว…เช่นนั้น ข้าขอไปพบเขาได้หรือไม่?”หลินถิงส่ายหน้า ปฏิเสธโดยไม่ลังเล “ไม่ได้เพคะ เวลานี้พระองค์ไม่อาจพบเขา”นางไม่เปิดเผยว่าจินอันไจ้พักอยู่ที่ค่ายของกบฏ แววตาขององค์หญิงหม่นเศร้าไปชั่วขณะ แล้วคลี่ยิ้มเย้ยตนเอง“ข้าก็รู้…ท่านพี่ฉีคงไม่อยากเห็นหน้าข้าอีกแล้ว”คำพูดนี้ นางมิได้ใช้สรรพนาม “ข้าผู้เป็นองค์หญิง” หากแต่เป็นเพียง “ข้า” ธรรมดาแต่ไม่นาน นางกลับคืนสู่ท่วงท่าขององค์หญิงผู้สูงศักดิ์อีกครั้ง แย้มยิ้มเย็นเฉียบ “ระหว่างทางที่ข้ามา ข้าได้พบสตรีผู้หนึ่ง นางก็มุ่งมายังอันเฉิงเช่นกัน ข้าจึงพานางมาด้วย วันนี้…ก็เลยพานางมาพบเจ้าด้วย”หลินถิงขมวดคิ้วด้วยความงุนงง ไม่รู้ว่าองค์หญิงหมายถึงผู้ใด องค์หญิงก้าวไปยังเกวียนคันที่สอง ยกม่านขึ้นพลางเอ่ยเรียกเสียงใส “คุณหนูสามสกุลต้วน ออกมาเถิด”ต้วนซินหนิงก้าวออกจากเกวียนอย่างเชื่องช้า มือเผลอประคองที่เอวอันยังคงบอบบางอยู่ ข้างกายมีเพียงบ่าวคนสนิทชื่อจือหลันติดตามมาเท่านั้น“ต้วนซินหนิง?”หลินถิงรีบก้าวเข้าไป สีหน้างุนงงปนโกรธเคือง “ต้วนหลิงอวี่ เจ้าสติเลอะเลือนแล้วหรือไร! ถึงได