ล้ว”หลินถิงถึงกับปวดหัวราวสมองถูกบีบเค้น “แล้วเจ้าคิดจะบอกเซี่ยซื่อจื่อหรือไม่?”จือหลันรีบยื่นผ้าเช็ดน้ำตาให้นายสาว ต้วนซินหนิงสะอื้นตอบทั้งน้ำตา “แต่เราสอง…มิได้มีสัมพันธ์ใดอีกแล้ว เจ้าคิดว่าข้าควรบอกเขาหรือไม่?”หลินถิงเพียงได้แต่เงียบงัน บางบทเดินไปจนเริ่มผิดเพี้ยน เช่นเรื่องราวระหว่างนางกับต้วนหลิง แต่บางบทกลับมิอาจเปลี่ยนแปลงได้แม้แต่น้อย ต้องดำเนินตามต้นฉบับอย่างแน่วแน่ เช่นเรื่องราวของต้วนซินหนิงกับเซี่ยจื่อม่อ ที่หลีกเลี่ยงไม่พ้นชะตาตั้งครรภ์ก่อนแต่ง …คงเพราะทั้งคู่เป็นพระเอกและนางเอกของเรื่องเดิมกระมังหลินถิงกดขมับ ถอนหายใจด้วยความจนใจ “เจ้าควรบอกเขาเสีย มิฉะนั้นเขาจะไม่รู้สิ่งใดเลย แล้วมัวสำคัญผิดว่าตนคือบุรุษผู้ลุ่มลึกภักดี ต้องทนทุกข์กับโชคชะตา ทั้งที่แท้จริงกลับใช้ชีวิตอย่างสุขสบาย”พระเอกในนิยายโบราณเหล่านั้น มักหลงคิดว่าตนเป็นชายผู้ซื่อตรงภักดีเสมอ…แท้จริงหาใช่เช่นนั้นไม่เกรงว่าต้วนซินหนิงจะเข้าใจผิด หลินถิงจึงรีบเสริมขึ้นว่า “ข้าให้เจ้าบอกเรื่องนี้แก่เซี่ยซื่อจื่อ มิได้หมายความว่าข้าจะให้เจ้าละทิ้งความโกรธแล้วให้อภัยเขา”เมื่อมีผู้ให้พึ่งพา ต้วนซินหนิงก็คลายกังวล ซบหน้าลงในอ้อมอกหลินถิง “ได้…ข้าฟังเจ้าก็แล้วกัน”***ถึงยามจุดโคม แสงจันทร์ส่องลงมาประสานกับแสงตะเกียงที่เล็ดลอดออกมาจากเรือน ส่องกระทบพื้นหินเขียวในจวนให้แลดูอบอุ่นอ่อนโยนต้วนหลิงกลับจากนอกจวน เดินย่ำลงบนแผ่นศ