่นงูให้ตกใจ จนระวังตัวมากกว่าเดิมหรือไม่?”ต้วนหลิงกลับไม่สะทกสะท้านนัก เขายกมือเกลี่ยปอยผมที่ปลิวมาปรกแก้มของนาง แล้วจัดไว้หลังใบหู ปลายนิ้วผ่านติ่งหูขาวเนียน-ความอุ่นร้อนของเขาปะทะเข้ากับความเย็นบางของนาง “บางทีเขาอาจจะเป็นฝ่ายร้อนรนเสียเองจนเผยพิรุธออกมาอีกมากก็เป็นได้”เพียงปลายนิ้วสัมผัสติ่งหู หลินถิงก็พลันหวนคิดถึงเหตุเมื่อคืน ค่ำคืนนั้น…ทั้งสองคลอเคลียกันถึงสามครา ครั้งแรกนางเป็นฝ่ายอยู่เบื้องล่าง ส่วนสองครั้งหลัง นางกลับอยู่ด้านบน แต่ไม่ว่าจะเช่นไร ตอนที่ต้วนหลิงกำลังเคลื่อนไหว ก็มักจะโน้มกายลงต่ำ พรมจูบที่แก้มและติ่งหูนางแผ่วเบาเสมอ ขณะที่นางโอบรัดร่างเขาแน่นบนตักดูเหมือนว่าเขาหลงใหลติ่งหูนางยิ่งนัก ทุกคราที่เขาโถมเข้าหา มักปล่อยติ่งหูนางให้เป็นอิสระ แต่ยามถอนออกกลับโน้มลงจูบซ้ำแล้วซ้ำเล่า วนเวียนไม่รู้จบ จนกระทั่งวาระสุดท้าย เขาจึงซุกหน้าลงที่ซอกไหล่ กัดกลั้นเสียงครางแผ่วต่ำราวไม่อาจห้ามความสั่นไหวในกายรุ่งเช้าเมื่อนางส่องกระจกก็ยังเห็นติ่งหูแดงระเรื่อ ไม่ใช่เพราะถูกกัดเจ็บ แต่เพราะถูกจุมพิตเนิ่นนานนัก ดุจเดียวกับริมฝีปากที่ถูกเขาจูบอย่างไม่รู้เบื่อ เมื่อนึกขึ้นมาได้ ใบหน้านางก็ร้อนวูบ จึงยกมือนวดติ่งหูแผ่วเบา ก่อนจะรีบเรียกสติกับเรื่องตรงหน้า“หากเขาเป็นอิ้งจือเหอจริง การได้เป็นถึงผู้ตรวจการแห่งตงฉ่าง คงเพื่อแก้แค้นให้ครอบครัว หากเขาหวาดระแวงว่าเราจะทูลความต่อฝ่าบาท แล้วคิด